WoD ตอนที่ 7 การประชุม (1)
[เมืองจั่วเลียน เปลี่ยนเป็น จิ่วเหลียน]
WoD ตอนที่ 7 การประชุม (1)
“ ฉันจะจัดการเรื่องนี้อย่างแน่นอน แต่…"
เจ้าอ้วนคิดหนัก ‘คนประเภทไหนที่เข้าร่วมการประชุมใต้ดิน นักฆ่า, ฆาตกร, โจร, ขโมย, ผู้ที่มีภูมิหลังมืดดำ! หากพี่ชายเซิ้งบังเอิญเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งและได้รับบาดเจ็บ นั่นคงเป็นเรื่องที่โชคร้าย'
“แต่ฉันควรรักษาโปรไฟล์ให้ต่ำเอาไว้ใช่ไหม” หลู่เซิ้งยิ้ม เขาเข้าใจความกังวลของเจ้าอ้วน
เขาไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนของตัวเองแต่ยังเป็นตระกูลหลู่ของเมืองจิ่วเหลียน เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเขา คฤหาสน์หลู่จะไปคิดบัญชีกับเจิ้งเซี่ยนกุ้ยอย่างแน่นอน เปลี่ยน (เจิ้งเซี่ยนเกวย เป็น เจิ้งเซี่ยนกุ้ย)
“ดีแล้วที่สุดที่คุณเข้าใจ พี่ชายเซิ้งตัวตนของคุณไม่เหมือนใคร ถ้าเป็นคนอื่นฉันจะไม่กังวลแน่นอน... ” เจิ้งเซี่ยนกุ้ยถอนหายใจ
"ฉันเข้าใจแล้ว เพียงแค่ทำการเตรียมการไว้ ฉันต้องได้สิ่งนั้น” หลู่เซิ้งยืนยัน
“เฮ้อ…” เจิ้งเซี่ยนกุ้ยถอนหายใจอย่างไร้หนทางในขณะที่เขายอมรับ
หลู่เซิ้งยืนยันเวลาเริ่มการประชุมใต้ดินกับเขาอย่างรอบคอบ จากนั้นเขารอขณะที่เจิ้งเซี่ยนกุ้ยสั่งคนให้เชิญแขกวีไอพี
ในที่สุดเขาก็ออกจากร้านอาหาร
“แป้งเครื่องสำอางคุณภาพสูง! สาวๆ แล่เข้ามา!”
“ผลิตภัณฑ์ชั้นหนึ่งคุณภาพสูงจากที่ราบภาคกลาง นำเข้าเฉพาะจากเมืองซีหัว!”
“บลัชออนจากพระอาทิตย์สีม่วงกลิ่นดอกไม้ หาไม่ได้จากที่อื่น!”
ริมถนน ร้านอาหาร พ่อค้าเร่ขับรถลากของพวกเขาที่เต็มไปด้วยผงเครื่องสำอางโดยขยับไปตามถนน
หลู่เซิ้งกวาดตามองพวกเขา ถนนข้างหน้านี่เน้นขายเครื่องสำอาง หญิงสาวและเด็กสาวหลายคนชอบซื้อของกันที่นี่
ฝนตกลงมาบนถนนทำให้พื้นเปียกชื้น แสงจากดวงอาทิตย์ย้อมสีถนนทั้งหมดให้เป็นสีแดงจางๆ
หลู่เซิ้งถอนหายใจ ขณะที่ลมหายใจออกจากปากของเขามันก็รวมตัวเป็นหมอกสีขาวซึ่งค่อยๆ สลายไปในภายหลัง
เขาหันกลับไปดูร้านอาหาร ร้านอาหารปลาทองคำมีเงาขนาดยักษ์ภายใต้แสงอาทิตย์
นี่เป็นร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในจั่วเหลียน ในเวลามันก็เป็นชั่วโมงเร่งด่วน ลูกค้าไหลเข้าและไหลออกจากร้านอย่างไม่หยุดหย่อนสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด
ยืนอยู่ในเงาของร้านอาหาร หลู่เซิ้งหันซ้าน หันขวา
สถานที่อื่นค่อนข้างเงียบ
พ่อค้าเร่ผลักรถไปอย่างช้าๆ เคลื่อนไปหาที่ร่ม
ขณะที่หลู่เซิ้งมองเขาก็คิดว่าควรซื้อของขวัญให้แม่สองและยี่ยี่ เครื่องสำอางเหล่านี้ราคาไม่แพงและบางครั้งอาจพบสินค้าคุณภาพที่เป็นของขวัญที่ดี
เขาเดินไปตามถนนพยายามเลือกพ่อค้าเร่ที่ดี
เมื่อถึงช่วงบ่าย ตามถนนก็เริ่มร้างขึ้นเรื่อยๆ และร้านค้าหลายแห่งปิด
จำนวนคนทั้งสองฝั่งถนนลดลงเหลือเพียงไม่กี่คน หลู่เซิ้งพบคนเป็นครั้งคราวเท่านั้น
สิ่งที่แปลกคือพ่อค้าหาบเร่ที่ขายเครื่องสำอาง เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีคนไม่มากอยู่รอบตัวพวกเขา แต่พวกเขายังคงยิ้มและเนสอสินค้าด้วยความพยายาม
เสียงกรนดังขึ้น มันสะท้อนซ้ำไปมาบนถนนที่ว่างเปล่า
ดวงตาของหลู่เซิ้งแคบลง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรผิดปกติ 'บางทีนี่อาจเป็นประเพณีหรือปรากฏการณ์ที่ไม่เหมือนใครในโลกนี้'
เมื่อมองจากซ้ายไปขวาในที่สุดเขาก็เลือกพ่อค้าหาบเร่ผลักรถลากที่ทาสีด้วยสีแดงอ่อน มีเสาติดอยู่กับรถลากและธงบนเสาเขียนว่า "เครื่องสำอางของที่ราบกลาง" ของหลี่
คนเร่ขายเดินอย่างช้าๆ พร้อมผลักรถลากด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา เขาสวมเสื้อคลุมลินินสีเทาและหมวกเปลือกแตงโมสีขาวอมเทา
'ฉันได้ยินมาว่าสินค้าเครื่องสำอางของหลี่ เหมือนจะเป็นธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นจากที่ราบกลาง '
หลู่เซิ้งนึกได้จากความทรงจำของเขาและมุ่งหน้าไปยังพ่อค้าหาบเร่คนนนี้อย่างช้าๆ ตั้งใจที่จะเลือกแป้งเครื่องสำอางคุณภาพสูงเพื่อแม่สองและยี่ยี่
พ่อค้าเร่ขายก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ใกล้ตัวเขามีเด็กสองสามคนกำลังเล่นไล่กันอย่างสนุกสนาน
รถลากเดินผ่านเด็กๆ จากนั้นเข้าไปในตรอกเล็กๆ ในเงามืด
หลี่เซิ้งเดาว่าพ่อค้าหาบเร่กำลังจะปิดร้าย ดังนั้นเขาจึงเร่งฝีเท้าตามเขาไป
"เฮ้! พี่ชายเซิ้ง!”
ทันใดนั้นเสียงก็ดังมาจากข้างหลังเขา มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยราวกับว่ามาจากคนที่เขารู้จัก
หลู่เซิ้งหันกลับมา เขานักวิชาการตัวดำร่างใหญ่กำลังเดินมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
“หลู่เซิง?”
เขาลังเลสักครู่ก่อนที่จะจำเขาได้
หลู่เซิงหรือที่รู้จักในชื่อ หลู่ลูจุนอี้ เป็นหนุ่มน้อยผู้มั่งคั่งในจั่วเหลียนเช่นเดียวกับหลู่เซิ้ง ไม่เหมือนคนอื่นๆ เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนมีการศึกษาที่แท้จริง เขาเพิ่งผ่านการสอบระดับจังหวัดเมื่อไม่นานมานี้และก่อนผ่านการสอบมีข่าวว่าเขามีพรสวรรค์ด้านวรรณกรรม
จริงๆ แล้วหลู่จุนอี้มีมิตรภาพที่ธรรมดามากกับเขา แต่เนื่องจากชื่อของเขาใกล้เคียงกับฮีโร่ของซ้องกั๋ง (1) ดังนั้นหลู่เซิ้งจึงจำชื่อของเขาได้ หลังจากได้ยินครั้งเดียว
“ พี่ชายเซิ้ง มันเป็นเรื่องฉุกเฉินและฉุกเฉิน!” หลู่จุนอี้ก้าวสองก้าวมาหาเขาอย่างหน้าแดง
หลู่เซิ้งเข้าใจทันทีว่าทำไมชายคนนี้ถึงตามหาเขา แม้ว่าเขาจะเป็นเนายน้อยของตระกูลที่ร่ำรวย แต่เขาก็รักการพนันและมักจะเล่นการพนันจนเงินหมดตัว สุดท้ายเขาก็จะขอยืมเงินไปทั่วทุกแห่ง
ครั้งนี้ดูเหมือนว่าเขาจะหมดเงินกับการพนันอีกครั้ง
หลู่เซิ้งหัวเราะขณะที่เขาหยิบเงิน 10 เงินออกจากกระเป๋าที่เอวของเขาและมอบให้
“วันนี้โชคของเจ้าเป็นอย่างไร”
“ยอมรับได้ ยังพอยอมรับได้ ฮ่าฮ่าฮ่า… ฉันรู้ว่าฉันไว้ใจพี่ชายเซิ้งได้” หลู่จุนอี้รีบหยิบเงินแล้วจากไป
หลู่เซิ้งส่ายหัว เงินเป็นเรื่องเล็กน้อย ธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลหลู่นั้นใหญ่หลวง ควรมีบางคนส่งเงินออกไปหมุน
เขาหันไปหาพ่อค้าเร่ที่ขายเครื่องสำอางอีกครั้ง
รถลากของพ่อค้าเร่เข้าไปในซอยแล้วและเหลือเพียงครึ่งเดียว
ด้วยก้าวกว้างๆ เขาเดินไปอย่างรวดเร็วและเดินตามเข้าไปในตรอก
“เอ๋??”
หลู่เซิ้งหยุดอย่างกระทันหัน นี่คือตรอกที่เป็นทางตัน!
ซอยว่างเปล่าไร้วี่แววของพ่อค้าเร่ รถลาก หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ
ดวงตาของเขาแคบลงและร่างของเขาก็ตื่นตัว
หันซ้าย หันขวา หันซ้าย หันขวา เขาตรวจสอบซอยนี้อย่างระมัดระวัง
มันเป็นตรอกยาวสิบเมตรกว่าที่เกิดขึ้นจากผนังสีดำเทาของบ้านสองหลัง ในสุดทางมันถูกปิดโดยกำแพงสีดำเก่าๆ มีสัญลักษณ์สองสามอย่างติดอยู่กับมัน
สัญลักษณ์ทำจากกระดาษสีขาวและตัวอักษรสีแดงดูมืดภายใต้พระอาทิตย์ตก ดูราวกับพวกมันลอยขึ้นไป ไม่ได้ติดอยู่ที่กำแพง
“ไม่มีช่องบนกำแพง… รถลากนั่นไปที่ไหน…?”
หลู่เซิ้งค้นหาในความทรงจำของเขา เขาจำได้อย่างชัดเจนว่ารถได้เข้ามาซอยนี้
เขาถอยออกมาและเห็นเด็กสองสามคนที่ยังเล่นอยู่และกำลังไล่อีกคนหนึ่ง เด็กเหล่านี้สวมเสื้อผ้าเรียบง่ายและดูเหมือนมาจากครอบครัวธรรมดา
หลู่เซิ้งทำใบหน้ายิ้มแย้มและหยิบเหรียญทองแดงสองสามเหรียญออกมาจากกระเป๋าของเขา เขาจับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังวิ่งไล่
“สาวน้อย ฉันขอถามอะไรเธอหน่อยได้ไหม”
“พี่ชายอยากถามอะไรหรอคะ? ถามได้เลยคะ"
เด็กสาวตัวเล็กๆ ถักเปียผมหางม้าสองข้างอายุเก้าหรือสิบปี แก้มของเธอแดงและบวม อาจเป็นเพราะเธอคุ้นเคยกับการเล่นบนถนนเธอจึงไม่กลัวคนแปลกหน้าและตอบอย่างตรงไปตรงมา
“พี่ชายต้องการรู้ว่า หนูเห็นไหมรถลากครื่องสำอางของหลี่ผ่านมาที่นี่ไหม? มันเข้ามาในตรอกนี้หรือเปล่า”
หลี่เซิ้งยัดเหรียญทองแดงสองเหรียญลงในฝ่ามือของเด็กสาวตัวเล็ก รอยยิ้มที่เปล่งประกายปรากฏบนใบหน้าของเด็กสาวทันที
“หนูไม่เห็นรถลากสินค้าเครื่องสำอางเลย จริงไหม? เราเล่นกันที่นี่ทุกวัน รถลากสินค้าเครื่องสำอางมักจะมาในตอนเช้าเท่านั้น ในตอนบ่ายพวกเขาทั้งหมดไปที่ถนนโบราณ”
“หนูไม่เห็นหรอ” หลู่เซิ้งตกตะลึง เขารู้สึกว่าเด็กๆ กำลังโกหก
แต่แล้วเขาก็เห็นการแสดงออกอย่างจริงจังในดวงตาที่เบิกกว้างของเด็กสาว
“สิ่งที่หนูพูดนั้นเป็นความจริง วันนี้ไม่มีรถลากบนถนนจริงๆ หากพี่ชายไม่เชื่อ พี่ชายสามารถไปถามคนอื่นได้ ไม่มีสิ่งใดบนท้องถนน” เด็กๆ ที่เหลือวิ่งมาและกล่าวเสริม
“ใช่ๆๆ แม่ของฉันกำลังจะมาซื้อของบางอย่าง แต่ไม่เห็นรถลากแม้แต่เกวียนเดียว มันแปลกจริงๆ”
“พี่ชายคนนี้บอกว่าเขาเพิ่งเห็นรถลากสินค้าเครื่องสำอางของหลี่” เด็กสาวตัวน้อยชี้ไปที่หลู่เซิ้ง
“ที่ไหน? ที่ไหน?”
“ฉันไม่เห็น ถนนสายนี้มันใหญ่มาก”
“พี่ชายเห็นมันในความฝันของเขา? ฮ่าๆๆ...”
เด็กคนหนึ่งพูดและกลุ่มเด็กๆ หัวเราะออกมา
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลู่เซิ้งค่อยๆ จางหายไป เขาหันหน้าไปดูร้านอาหารปลาทองคำ
ร้านอาหารที่อยู่ภายใต้เงาธุรกิจยังคงเฟื่องฟู ความมีชีวิตชีวาอันเป็นพิเศษของมันนั้นตรงกันข้ามกับความร้างของถนนนี่
“พวกเจ้าเห็นใช่ไหม…”
หลู่เซิ้งหันหลังกลับและเสียงของเขาแข็งทื่อ
เด็กๆ ที่อยู่รอบตัวเขาก็หายตัวไป ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้รอบตัวเขาถนนถูกทิ้งให้ว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใด
ไม่มีแม้แต่คนๆ เดียวที่เดินผ่าน
ความวุ่นวายและเสียงของเด็กๆ หายไป หากพูดอย่างมีเหตุผล มันเป็นไปไม่ได้ที่เด็กในยุคนี้ทุกคนจะหายตัวไปทันทีโดยไม่ส่งเสียง แบบที่เป็นตอนนี้
หลู่เซิ้งมั่นใจในตัวเอง หลังจากที่เขาฝึกฝนในเทคนิดกระบี่เสือดำและสามารถตรวจจับตำแหน่งของหมาป่าได้ด้วยเพียงแค่ฟังเสียงลม แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ได้ยินเสียงของเด็กๆ
เมื่อมองไปที่ถนนที่รกร้างและว่างเปล่า เขาก็รู้สึกหนาวสั่นไปตามกระดูกสันหลัง เขารีบเดินไปที่ภัตตาคารปลาทองคำ
“ปัก ปัก…”
เสียงฝีเท้าของเขาดังขึ้นชัดเจนกว่าปกติ ยิ่งเขาเข้าใกล้ร้านอาหารมากเท่าไหร่เขายิ่งรู้สึกอบกายอุ่นใจมากขึ้น
หวือ!!
ทันใดนั้น ราวกับว่าเขาทะลุผิวน้ำ หลู่เซิ้งรู้สึกว่าทุกสิ่งรอบตัวเขาเต็มไปด้วยพลังงานและชีวิต
ลูกค้าที่มีร่างกายอุ่นเดินผ่านข้างเขา หนึ่งในพวกเขาชนเข้าเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงรีบขอโทษ
หญิงสาวกำลังลงจากรถม้า เดินช้าๆ เข้าไปในร้านอาหารด้วยรอยยิ้ม และได้รับการต้อนรับโดยบริกร
ยืนอยู่หน้าร้านอาหาร หลู่เซิ้งมองย้อนกลับไปบนถนนที่ขายเครื่องสำอางอีกครั้ง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ตอนนี้มันเต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ได้ปรากฏเมื่อก่อนหน้านี้
มันเป็นโลกที่แตกต่างไปจากความร้างร้างตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง
หลู่เซิ้งสูดอากาศเย็นเข้าปากและเรียกรถม้าอย่างรวดเร็ว
“ไปคฤหาสน์หลู่!”
“ครับ นั่ง!”
ด้วยแส้จากคนขับรถ ม้าตัวผอมๆ ค่อยๆขยับกีบของมัน
จิตใจของหลู่เซิ้งที่นั่งอยู่บนรถม้า ถูกครอบครองโดยสิ่งที่เขาพบ
คยขายเร่ กลุ่มเด็ก…พวกเขาทั้งหมดผิดปกติมาก
‘ลองคิดดูเมื่อตอนนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อค้าเร่ไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย มันราวว่าของปลอมมากๆ '
ความคิดของเขานำไปสู่คดีตระกูลฉีที่น่ากลัวและทันใดนั้นความรู้สึกอันตรายก็ซัดเข้าหาเขา
“เมืองนี้อันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ…” เขาพึมพำ
รถม้าถึงประตูด้านนอกคฤหาสน์หลู่อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นหลู่เซิ้งคนเฝ้าประตูก็รีบทักทายเขา
“นายน้อยกลับมาแล้วเหรอครับ?”
คนเฝ้าประตูสกุลหวังและเป็นคนที่แปดในหมู่พี่น้องของเขา ทุกคนมักจะเรียกเขาว่าแปดน้อย เขาเป็นเด็กฉลาดและเพิ่งอายุสิบเจ็ดปีเท่านั้น เขาสืบทอดงานของพ่อในฐานะคนเฝ้าประตูของคฤหาสน์หลู่
แปดน้อยเป็นคนที่คุ้นเคยกับหลู่เซิ้ง และมักจะเล่าข่าวลือแปลกๆ จากนอกและในเมืองให้เขาฟัง
นั่นคือสิ่งที่หลู่เซิ้งชอบที่ฟัง
“ท่านพ่ออยู่หรือเปล่า” หลู่เซิ้งถามอย่างไม่สนใจหลังจากจ่ายเงิน
“นายท่านไปที่หยาเหมินอีกครั้ง เจ้าเมืองเรียกพบเขา เพื่อค้นหาบางสิ่ง” แปดน้อยยิ้ม
“หาบางสิ่ง”
หลู่เซิ้งกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเองในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา จึงละเลยสิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้าน
“คืออะไร?”
(1) ซ้องกั๋ง หรือชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาจีนกลางว่า ฉุยหู่จ้วน (จีน: 水滸傳; พินอิน: Shuǐhǔ Zhuàn) เป็นนวนิยายจีนซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของชือ ไน่อัน และนับถือกันว่าเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีน แม้เขียนด้วยภาษาธรรมดา มากกว่าจะเป็นภาษาทางวรรณกรรมก็ตาม
ติดตามผลงานผมได้ที่ เพจฝึกหัดแปลนิยาย มีกลุ่มลับ
WoD ตอนที่ 7 การประชุม (1)
“ ฉันจะจัดการเรื่องนี้อย่างแน่นอน แต่…"
เจ้าอ้วนคิดหนัก ‘คนประเภทไหนที่เข้าร่วมการประชุมใต้ดิน นักฆ่า, ฆาตกร, โจร, ขโมย, ผู้ที่มีภูมิหลังมืดดำ! หากพี่ชายเซิ้งบังเอิญเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งและได้รับบาดเจ็บ นั่นคงเป็นเรื่องที่โชคร้าย'
“แต่ฉันควรรักษาโปรไฟล์ให้ต่ำเอาไว้ใช่ไหม” หลู่เซิ้งยิ้ม เขาเข้าใจความกังวลของเจ้าอ้วน
เขาไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนของตัวเองแต่ยังเป็นตระกูลหลู่ของเมืองจิ่วเหลียน เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเขา คฤหาสน์หลู่จะไปคิดบัญชีกับเจิ้งเซี่ยนกุ้ยอย่างแน่นอน เปลี่ยน (เจิ้งเซี่ยนเกวย เป็น เจิ้งเซี่ยนกุ้ย)
“ดีแล้วที่สุดที่คุณเข้าใจ พี่ชายเซิ้งตัวตนของคุณไม่เหมือนใคร ถ้าเป็นคนอื่นฉันจะไม่กังวลแน่นอน... ” เจิ้งเซี่ยนกุ้ยถอนหายใจ
"ฉันเข้าใจแล้ว เพียงแค่ทำการเตรียมการไว้ ฉันต้องได้สิ่งนั้น” หลู่เซิ้งยืนยัน
“เฮ้อ…” เจิ้งเซี่ยนกุ้ยถอนหายใจอย่างไร้หนทางในขณะที่เขายอมรับ
หลู่เซิ้งยืนยันเวลาเริ่มการประชุมใต้ดินกับเขาอย่างรอบคอบ จากนั้นเขารอขณะที่เจิ้งเซี่ยนกุ้ยสั่งคนให้เชิญแขกวีไอพี
ในที่สุดเขาก็ออกจากร้านอาหาร
“แป้งเครื่องสำอางคุณภาพสูง! สาวๆ แล่เข้ามา!”
“ผลิตภัณฑ์ชั้นหนึ่งคุณภาพสูงจากที่ราบภาคกลาง นำเข้าเฉพาะจากเมืองซีหัว!”
“บลัชออนจากพระอาทิตย์สีม่วงกลิ่นดอกไม้ หาไม่ได้จากที่อื่น!”
ริมถนน ร้านอาหาร พ่อค้าเร่ขับรถลากของพวกเขาที่เต็มไปด้วยผงเครื่องสำอางโดยขยับไปตามถนน
หลู่เซิ้งกวาดตามองพวกเขา ถนนข้างหน้านี่เน้นขายเครื่องสำอาง หญิงสาวและเด็กสาวหลายคนชอบซื้อของกันที่นี่
ฝนตกลงมาบนถนนทำให้พื้นเปียกชื้น แสงจากดวงอาทิตย์ย้อมสีถนนทั้งหมดให้เป็นสีแดงจางๆ
หลู่เซิ้งถอนหายใจ ขณะที่ลมหายใจออกจากปากของเขามันก็รวมตัวเป็นหมอกสีขาวซึ่งค่อยๆ สลายไปในภายหลัง
เขาหันกลับไปดูร้านอาหาร ร้านอาหารปลาทองคำมีเงาขนาดยักษ์ภายใต้แสงอาทิตย์
นี่เป็นร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในจั่วเหลียน ในเวลามันก็เป็นชั่วโมงเร่งด่วน ลูกค้าไหลเข้าและไหลออกจากร้านอย่างไม่หยุดหย่อนสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด
ยืนอยู่ในเงาของร้านอาหาร หลู่เซิ้งหันซ้าน หันขวา
สถานที่อื่นค่อนข้างเงียบ
พ่อค้าเร่ผลักรถไปอย่างช้าๆ เคลื่อนไปหาที่ร่ม
ขณะที่หลู่เซิ้งมองเขาก็คิดว่าควรซื้อของขวัญให้แม่สองและยี่ยี่ เครื่องสำอางเหล่านี้ราคาไม่แพงและบางครั้งอาจพบสินค้าคุณภาพที่เป็นของขวัญที่ดี
เขาเดินไปตามถนนพยายามเลือกพ่อค้าเร่ที่ดี
เมื่อถึงช่วงบ่าย ตามถนนก็เริ่มร้างขึ้นเรื่อยๆ และร้านค้าหลายแห่งปิด
จำนวนคนทั้งสองฝั่งถนนลดลงเหลือเพียงไม่กี่คน หลู่เซิ้งพบคนเป็นครั้งคราวเท่านั้น
สิ่งที่แปลกคือพ่อค้าหาบเร่ที่ขายเครื่องสำอาง เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีคนไม่มากอยู่รอบตัวพวกเขา แต่พวกเขายังคงยิ้มและเนสอสินค้าด้วยความพยายาม
เสียงกรนดังขึ้น มันสะท้อนซ้ำไปมาบนถนนที่ว่างเปล่า
ดวงตาของหลู่เซิ้งแคบลง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรผิดปกติ 'บางทีนี่อาจเป็นประเพณีหรือปรากฏการณ์ที่ไม่เหมือนใครในโลกนี้'
เมื่อมองจากซ้ายไปขวาในที่สุดเขาก็เลือกพ่อค้าหาบเร่ผลักรถลากที่ทาสีด้วยสีแดงอ่อน มีเสาติดอยู่กับรถลากและธงบนเสาเขียนว่า "เครื่องสำอางของที่ราบกลาง" ของหลี่
คนเร่ขายเดินอย่างช้าๆ พร้อมผลักรถลากด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา เขาสวมเสื้อคลุมลินินสีเทาและหมวกเปลือกแตงโมสีขาวอมเทา
'ฉันได้ยินมาว่าสินค้าเครื่องสำอางของหลี่ เหมือนจะเป็นธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นจากที่ราบกลาง '
หลู่เซิ้งนึกได้จากความทรงจำของเขาและมุ่งหน้าไปยังพ่อค้าหาบเร่คนนนี้อย่างช้าๆ ตั้งใจที่จะเลือกแป้งเครื่องสำอางคุณภาพสูงเพื่อแม่สองและยี่ยี่
พ่อค้าเร่ขายก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ใกล้ตัวเขามีเด็กสองสามคนกำลังเล่นไล่กันอย่างสนุกสนาน
รถลากเดินผ่านเด็กๆ จากนั้นเข้าไปในตรอกเล็กๆ ในเงามืด
หลี่เซิ้งเดาว่าพ่อค้าหาบเร่กำลังจะปิดร้าย ดังนั้นเขาจึงเร่งฝีเท้าตามเขาไป
"เฮ้! พี่ชายเซิ้ง!”
ทันใดนั้นเสียงก็ดังมาจากข้างหลังเขา มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยราวกับว่ามาจากคนที่เขารู้จัก
หลู่เซิ้งหันกลับมา เขานักวิชาการตัวดำร่างใหญ่กำลังเดินมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
“หลู่เซิง?”
เขาลังเลสักครู่ก่อนที่จะจำเขาได้
หลู่เซิงหรือที่รู้จักในชื่อ หลู่ลูจุนอี้ เป็นหนุ่มน้อยผู้มั่งคั่งในจั่วเหลียนเช่นเดียวกับหลู่เซิ้ง ไม่เหมือนคนอื่นๆ เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนมีการศึกษาที่แท้จริง เขาเพิ่งผ่านการสอบระดับจังหวัดเมื่อไม่นานมานี้และก่อนผ่านการสอบมีข่าวว่าเขามีพรสวรรค์ด้านวรรณกรรม
จริงๆ แล้วหลู่จุนอี้มีมิตรภาพที่ธรรมดามากกับเขา แต่เนื่องจากชื่อของเขาใกล้เคียงกับฮีโร่ของซ้องกั๋ง (1) ดังนั้นหลู่เซิ้งจึงจำชื่อของเขาได้ หลังจากได้ยินครั้งเดียว
“ พี่ชายเซิ้ง มันเป็นเรื่องฉุกเฉินและฉุกเฉิน!” หลู่จุนอี้ก้าวสองก้าวมาหาเขาอย่างหน้าแดง
หลู่เซิ้งเข้าใจทันทีว่าทำไมชายคนนี้ถึงตามหาเขา แม้ว่าเขาจะเป็นเนายน้อยของตระกูลที่ร่ำรวย แต่เขาก็รักการพนันและมักจะเล่นการพนันจนเงินหมดตัว สุดท้ายเขาก็จะขอยืมเงินไปทั่วทุกแห่ง
ครั้งนี้ดูเหมือนว่าเขาจะหมดเงินกับการพนันอีกครั้ง
หลู่เซิ้งหัวเราะขณะที่เขาหยิบเงิน 10 เงินออกจากกระเป๋าที่เอวของเขาและมอบให้
“วันนี้โชคของเจ้าเป็นอย่างไร”
“ยอมรับได้ ยังพอยอมรับได้ ฮ่าฮ่าฮ่า… ฉันรู้ว่าฉันไว้ใจพี่ชายเซิ้งได้” หลู่จุนอี้รีบหยิบเงินแล้วจากไป
หลู่เซิ้งส่ายหัว เงินเป็นเรื่องเล็กน้อย ธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลหลู่นั้นใหญ่หลวง ควรมีบางคนส่งเงินออกไปหมุน
เขาหันไปหาพ่อค้าเร่ที่ขายเครื่องสำอางอีกครั้ง
รถลากของพ่อค้าเร่เข้าไปในซอยแล้วและเหลือเพียงครึ่งเดียว
ด้วยก้าวกว้างๆ เขาเดินไปอย่างรวดเร็วและเดินตามเข้าไปในตรอก
“เอ๋??”
หลู่เซิ้งหยุดอย่างกระทันหัน นี่คือตรอกที่เป็นทางตัน!
ซอยว่างเปล่าไร้วี่แววของพ่อค้าเร่ รถลาก หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ
ดวงตาของเขาแคบลงและร่างของเขาก็ตื่นตัว
หันซ้าย หันขวา หันซ้าย หันขวา เขาตรวจสอบซอยนี้อย่างระมัดระวัง
มันเป็นตรอกยาวสิบเมตรกว่าที่เกิดขึ้นจากผนังสีดำเทาของบ้านสองหลัง ในสุดทางมันถูกปิดโดยกำแพงสีดำเก่าๆ มีสัญลักษณ์สองสามอย่างติดอยู่กับมัน
สัญลักษณ์ทำจากกระดาษสีขาวและตัวอักษรสีแดงดูมืดภายใต้พระอาทิตย์ตก ดูราวกับพวกมันลอยขึ้นไป ไม่ได้ติดอยู่ที่กำแพง
“ไม่มีช่องบนกำแพง… รถลากนั่นไปที่ไหน…?”
หลู่เซิ้งค้นหาในความทรงจำของเขา เขาจำได้อย่างชัดเจนว่ารถได้เข้ามาซอยนี้
เขาถอยออกมาและเห็นเด็กสองสามคนที่ยังเล่นอยู่และกำลังไล่อีกคนหนึ่ง เด็กเหล่านี้สวมเสื้อผ้าเรียบง่ายและดูเหมือนมาจากครอบครัวธรรมดา
หลู่เซิ้งทำใบหน้ายิ้มแย้มและหยิบเหรียญทองแดงสองสามเหรียญออกมาจากกระเป๋าของเขา เขาจับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังวิ่งไล่
“สาวน้อย ฉันขอถามอะไรเธอหน่อยได้ไหม”
“พี่ชายอยากถามอะไรหรอคะ? ถามได้เลยคะ"
เด็กสาวตัวเล็กๆ ถักเปียผมหางม้าสองข้างอายุเก้าหรือสิบปี แก้มของเธอแดงและบวม อาจเป็นเพราะเธอคุ้นเคยกับการเล่นบนถนนเธอจึงไม่กลัวคนแปลกหน้าและตอบอย่างตรงไปตรงมา
“พี่ชายต้องการรู้ว่า หนูเห็นไหมรถลากครื่องสำอางของหลี่ผ่านมาที่นี่ไหม? มันเข้ามาในตรอกนี้หรือเปล่า”
หลี่เซิ้งยัดเหรียญทองแดงสองเหรียญลงในฝ่ามือของเด็กสาวตัวเล็ก รอยยิ้มที่เปล่งประกายปรากฏบนใบหน้าของเด็กสาวทันที
“หนูไม่เห็นรถลากสินค้าเครื่องสำอางเลย จริงไหม? เราเล่นกันที่นี่ทุกวัน รถลากสินค้าเครื่องสำอางมักจะมาในตอนเช้าเท่านั้น ในตอนบ่ายพวกเขาทั้งหมดไปที่ถนนโบราณ”
“หนูไม่เห็นหรอ” หลู่เซิ้งตกตะลึง เขารู้สึกว่าเด็กๆ กำลังโกหก
แต่แล้วเขาก็เห็นการแสดงออกอย่างจริงจังในดวงตาที่เบิกกว้างของเด็กสาว
“สิ่งที่หนูพูดนั้นเป็นความจริง วันนี้ไม่มีรถลากบนถนนจริงๆ หากพี่ชายไม่เชื่อ พี่ชายสามารถไปถามคนอื่นได้ ไม่มีสิ่งใดบนท้องถนน” เด็กๆ ที่เหลือวิ่งมาและกล่าวเสริม
“ใช่ๆๆ แม่ของฉันกำลังจะมาซื้อของบางอย่าง แต่ไม่เห็นรถลากแม้แต่เกวียนเดียว มันแปลกจริงๆ”
“พี่ชายคนนี้บอกว่าเขาเพิ่งเห็นรถลากสินค้าเครื่องสำอางของหลี่” เด็กสาวตัวน้อยชี้ไปที่หลู่เซิ้ง
“ที่ไหน? ที่ไหน?”
“ฉันไม่เห็น ถนนสายนี้มันใหญ่มาก”
“พี่ชายเห็นมันในความฝันของเขา? ฮ่าๆๆ...”
เด็กคนหนึ่งพูดและกลุ่มเด็กๆ หัวเราะออกมา
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลู่เซิ้งค่อยๆ จางหายไป เขาหันหน้าไปดูร้านอาหารปลาทองคำ
ร้านอาหารที่อยู่ภายใต้เงาธุรกิจยังคงเฟื่องฟู ความมีชีวิตชีวาอันเป็นพิเศษของมันนั้นตรงกันข้ามกับความร้างของถนนนี่
“พวกเจ้าเห็นใช่ไหม…”
หลู่เซิ้งหันหลังกลับและเสียงของเขาแข็งทื่อ
เด็กๆ ที่อยู่รอบตัวเขาก็หายตัวไป ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้รอบตัวเขาถนนถูกทิ้งให้ว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใด
ไม่มีแม้แต่คนๆ เดียวที่เดินผ่าน
ความวุ่นวายและเสียงของเด็กๆ หายไป หากพูดอย่างมีเหตุผล มันเป็นไปไม่ได้ที่เด็กในยุคนี้ทุกคนจะหายตัวไปทันทีโดยไม่ส่งเสียง แบบที่เป็นตอนนี้
หลู่เซิ้งมั่นใจในตัวเอง หลังจากที่เขาฝึกฝนในเทคนิดกระบี่เสือดำและสามารถตรวจจับตำแหน่งของหมาป่าได้ด้วยเพียงแค่ฟังเสียงลม แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ได้ยินเสียงของเด็กๆ
เมื่อมองไปที่ถนนที่รกร้างและว่างเปล่า เขาก็รู้สึกหนาวสั่นไปตามกระดูกสันหลัง เขารีบเดินไปที่ภัตตาคารปลาทองคำ
“ปัก ปัก…”
เสียงฝีเท้าของเขาดังขึ้นชัดเจนกว่าปกติ ยิ่งเขาเข้าใกล้ร้านอาหารมากเท่าไหร่เขายิ่งรู้สึกอบกายอุ่นใจมากขึ้น
หวือ!!
ทันใดนั้น ราวกับว่าเขาทะลุผิวน้ำ หลู่เซิ้งรู้สึกว่าทุกสิ่งรอบตัวเขาเต็มไปด้วยพลังงานและชีวิต
ลูกค้าที่มีร่างกายอุ่นเดินผ่านข้างเขา หนึ่งในพวกเขาชนเข้าเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงรีบขอโทษ
หญิงสาวกำลังลงจากรถม้า เดินช้าๆ เข้าไปในร้านอาหารด้วยรอยยิ้ม และได้รับการต้อนรับโดยบริกร
ยืนอยู่หน้าร้านอาหาร หลู่เซิ้งมองย้อนกลับไปบนถนนที่ขายเครื่องสำอางอีกครั้ง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ตอนนี้มันเต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ได้ปรากฏเมื่อก่อนหน้านี้
มันเป็นโลกที่แตกต่างไปจากความร้างร้างตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง
หลู่เซิ้งสูดอากาศเย็นเข้าปากและเรียกรถม้าอย่างรวดเร็ว
“ไปคฤหาสน์หลู่!”
“ครับ นั่ง!”
ด้วยแส้จากคนขับรถ ม้าตัวผอมๆ ค่อยๆขยับกีบของมัน
จิตใจของหลู่เซิ้งที่นั่งอยู่บนรถม้า ถูกครอบครองโดยสิ่งที่เขาพบ
คยขายเร่ กลุ่มเด็ก…พวกเขาทั้งหมดผิดปกติมาก
‘ลองคิดดูเมื่อตอนนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อค้าเร่ไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย มันราวว่าของปลอมมากๆ '
ความคิดของเขานำไปสู่คดีตระกูลฉีที่น่ากลัวและทันใดนั้นความรู้สึกอันตรายก็ซัดเข้าหาเขา
“เมืองนี้อันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ…” เขาพึมพำ
รถม้าถึงประตูด้านนอกคฤหาสน์หลู่อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นหลู่เซิ้งคนเฝ้าประตูก็รีบทักทายเขา
“นายน้อยกลับมาแล้วเหรอครับ?”
คนเฝ้าประตูสกุลหวังและเป็นคนที่แปดในหมู่พี่น้องของเขา ทุกคนมักจะเรียกเขาว่าแปดน้อย เขาเป็นเด็กฉลาดและเพิ่งอายุสิบเจ็ดปีเท่านั้น เขาสืบทอดงานของพ่อในฐานะคนเฝ้าประตูของคฤหาสน์หลู่
แปดน้อยเป็นคนที่คุ้นเคยกับหลู่เซิ้ง และมักจะเล่าข่าวลือแปลกๆ จากนอกและในเมืองให้เขาฟัง
นั่นคือสิ่งที่หลู่เซิ้งชอบที่ฟัง
“ท่านพ่ออยู่หรือเปล่า” หลู่เซิ้งถามอย่างไม่สนใจหลังจากจ่ายเงิน
“นายท่านไปที่หยาเหมินอีกครั้ง เจ้าเมืองเรียกพบเขา เพื่อค้นหาบางสิ่ง” แปดน้อยยิ้ม
“หาบางสิ่ง”
หลู่เซิ้งกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเองในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา จึงละเลยสิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้าน
“คืออะไร?”
(1) ซ้องกั๋ง หรือชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาจีนกลางว่า ฉุยหู่จ้วน (จีน: 水滸傳; พินอิน: Shuǐhǔ Zhuàn) เป็นนวนิยายจีนซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของชือ ไน่อัน และนับถือกันว่าเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีน แม้เขียนด้วยภาษาธรรมดา มากกว่าจะเป็นภาษาทางวรรณกรรมก็ตาม
ติดตามผลงานผมได้ที่ เพจฝึกหัดแปลนิยาย มีกลุ่มลับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น