WoD ตอนที่ 5 กล้าหาญ


WoD ตอนที่ 5 กล้าหาญ




“ฝึกศิลปะการต่อสู้เหรอ?” หลู่เชียนอานขมวดคิ้ว



“ทำไมเจ้าถึงเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้อีก?” เขากำลังจะตะเพิด แต่เขาก็นึกถึงนายน้อยคนอื่นๆ ที่เอาแต่ไล่ตามความพึงพอใจและทำตามใจตน เมื่อเทียบการกระทำของหลู่เซิ้งเด็กคนนี้แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานมากกว่าคนอื่นๆ เมื่อคำตะเพิดไดมาถึงปลายลิ้นของเขา เขาก็ถอนหายใจและกลืนมันกลับลงไป



“ถ้าเจ้าต้องการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้เจ้าควรไปหาลุงจ้าวของเจ้า และเรียนรู้จากเขาดีกว่ามาฝึกด้วยตัวเองโดยไม่บอกใคร มันอาจนำเกิดอาการบาดเจ็บได้” เขาส่ายหัวและเดินออกจากประตู เดินไปได้ครึ่งทางเขาหยุดลงและกล่าวเพิ่ม



“หากเจ้าต้องการยาจากร้านขายให้ไปได้เลย ฉันจะมอบสองพันเงินแก่เจ้าในทุกเดือนเพื่อรับเบี้ยเลี้ยงรายเดือนของเจ้า... " เขาทิ้งคำพูดนี่ไว้ก่อนออกไปหลังจากที่เขาพูดจบ



หลิวซุ่ยอี้แม่คนที่สองเอื้อมมือออกไปเช็ดเหงื่อของหลู่เซิ้งด้วยผ้าขนหนู



“พ่อของเจ้าเขาค่อนข้างอ่อนโยน” เธอถอนหายใจยาว



“ตาเฒ่าของตระกูลฉีและเขาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน… เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นมันทำให้เขารู้สึกแย่มาก เป็นการดีที่ลูกจะฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ เพียงแต่คนส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากตั้งแต่วัยหนุ่มเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคง การที่เริ่มในวัยนี้มันช้าเกินไป…”



เธอพูดไปเรื่อยเปื่อยและพูดถึงเรื่องอื่นๆ  แต่หลู่เซิ้งไม่สามารถได้ยินสิ่งที่เธอพูดได้ทั้งหมด



ความสนใจของเขามุ่งเน้นไปที่เทคนิคกระบี่เสือดำที่เขาเพิ่งได้มา



'นี่มันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ... '



หลู่เซิ้งหรี่ตาลงเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขากำลังฟังแม่คนที่สองของเขา แต่ในความเป็นจริงเขากำลังประเมินสภาพร่างกายของเขา



เขาเบ่งกล้าม



กล้ามเนื้อบนแขนของฉันยังคงเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกอันคุ้นเคยที่เหมือนชำนาญกระบี่ราวกับฉันไฝึกฝนมาหลายปีแบบนี้มัน...



เขาพยายามเบ่งกล้ามเนื้ออีกครั้ง แต่ครั้งนี้อยู่บนขา



เห็นได้ชัดว่ากล้ามเนื้อขาของเขาสามารถออกแรงได้มากขึ้นและง่ายกว่าก่อนหน้านี้



เขาสามารถรู้สึกถึงความแข็งแกร่งจากขาทั้งสองของเขาได้อย่างชัดเจน มันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วไปยังเอวของเขาและแขนทั้งสองของเขา



ความไหลของพลังนี้ถูกอธิบายไว้อย่างละเอียดในเทคนิคกระบี่เสือดำ



สิ่งนี้เรียกว่า..



‘หากเป็นอย่างที่เทคนิคกระบี่กล่าว คนส่วนใหญ่ที่ฝึกศิลปะการต่อสู้จะมีวิธีดึงความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นจำนวนมาก ถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วเขาสามารถดึงพลัวกว่า 50% ของความแข็งแกร่งทางกายภาพทั้งหมด การที่สามารถดึงพลัง 80% ของความแข็งแกร่งทั้งหมดได้ หมายถึงการเข้าสู่ขอบเขตที่เรียกว่า ชำนาญความแข็งแกร่ง '



พิจารณาสิ่งเหล่านี้ในใจของเขาโดยคำนึงถึงความทรงจำที่มีอยู่ในร่างปัจจุบันของเขา เช่นเดียวกับสิ่งที่เขาได้ยินจากลุงจ้าวและในการสนทนากับผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้คนอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้



ขอบเขตชำนาญความแข็งแกร่งได้รับการพิจารณาให้เป็นหนึ่งในระดับที่สูงที่สุดที่ทำได้โดยผู้ที่อยู่ใน เมืองจัวเลียน



แม้สำหรับคนปกติ การดึงความแข็งแกร่งและมุ่งเน้นไปที่การโจมตีจุดเดียว มันก็ส่งผลให้เกิดความเร็วและความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าขีดจำกัดของคนทั่วไป



‘ลุงจ้าวอยู่ในขอบเขตชำนาญความแข็งแกร่ง… หลู่เซิ้งถอนหายใจในใจ ผลกระทบของการดัดแปลงไม่ได้ลดทอนลงแม้แต่น้อย สิ่งนี้ช่วยขจัดความกังวลในใจของเขา



“เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผู้ดัดแปลงดูเหมือนจะต้องใช้พลังงานจิต ลมปราณ ตามลำดับ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนเทคนิคกระบี่ธรรมดาครั้งหนึ่งก็ทำให้ฉันเสียทั้งลมปราณและเลือดจนถึงจุดที่ต้องสาหัส... และมันไม่ได้เป็นหนึ่งในพลังในตำนานหรือทักษะลมปราณด้วยซ้ำ



หลู่เซิ้งค่อยๆ เข้าใจความสำคัญของตัวดัดแปลง



โดยพื้นฐานแล้วมันก็เหมือนกับอุปกรณ์ดัดแปลงที่ความสามารถ เพื่อให้ร่างกายมีประสบการณ์ แล ความทรงจำ สัญชาตญาณและศิลปะการต่อสู้



อย่างไรก็ตามการปรับตัวเช่นนี้จำเป็นต้องใช้พลังงาน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเกิดจากค่าใช้พลังจิตและ ลมปราณของเขา



ยิ่งกว่านั้นไม่มีการรับประกันว่าจะประสบความสำเร็จได้ทันที เมื่อปรับร่างกายและจิตใจ



‘ร่างกายเป็นเหมือนกองวัสดุ ตัวปรับดูเหมือนจะใช้วัสดุเหล่านี้ สร้างรากฐานใหม่ตามฐานเดิม แต่มันไม่สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหรือความแข็งแรงของกระดูกจากความว่างเปล่า’ หลู่เซิ้งตั้งสมมติฐาน



ในอีกไม่กี่วันต่อมาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ยืนยันสมมติฐานของเขา



มันเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ เริ่มในวันแรก ในเวลาเดียวกันกล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นที่แขน ขาหน้าอกและหลังของเขา



ยิ่งไปกว่านั้นหลู่เซิ้งยังรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด ความเจ็บปวดในร่างกายของเขาเปลี่ยนไปเป็นชาด้าน ฝ่ามือของเขาเริ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ



ความอยากอาหารของเขาเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ



เพื่อซ่อนการเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลันเหล่านี้ ในแต่ละวันเขาแแอบออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน



อาหารสี่มื้อภายในบ้าน: อาหารพื้นฐานสามมื้อ (เช้า กลางวัน เย็น) พร้อมอาหารว่างเที่ยงคืน



ข้างนอก เขากินแบบเดียวกันกับที่เขากินบ้าน



สิ่งนี้ดำเนินไปเป็นเวลาเจ็ดวัน หลังจากนั้นร่างกายทั้งหมดของหลู่เซิ้งก็แข็งแรงขึ้นเล็กน้อยและความสูงของเขาก้เพิ่ม เขาไม่ผอมและอ่อนแอเหมือนในอดีตอีกต่อไป



สำหรับตำราเทคนิคกระบี่ เขาส่งคืนให้ลุงจ้าวไปนานแล้ว



เมื่อได้ยินว่าเขาล้มป่วยและไม่สบาย ลุงจ้าวก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เมื่อเขาได้รับคู่มือเขาแค่ส่ายหัวและถอนหายใจ โดยไม่ยกเรื่องของการฝึกฝนกระบี่ขึ้นมาพูด



หลู่เซิ้งเดาว่าลุงจ้าวอาจจะคิดว่าเขาพยายามที่จะฝึกฝนแบบประมาทเลินเล่อ จึงส่งผลให้ทำร้ายตัวเอง



อันที่จริงความคิดของลุงจ้าวก็เป็นเช่นนั้น



ในขั้นต้นเขาต้องการรอจนกระทั่งหลู่เซิ้งเผชิญหน้ากับความยากลำบากในการฝึกฝนกระบี่ก่อน เขาจึงจะช่วยเขาชี้ข้อสงสัยและขจัดความสับสน ใครจะรู้ว่าในพริบตาเขาจะได้ยินว่านายน้อยหลู่เซิ้งล้มป่วยจากอาการบาดเจ็บ จากนั้นเขาก็มาส่งคืนตำราลับโดยไม่พูดถึงเรื่องเทคนิคกระบี่เสือดำอีก



ดังนั้นเขาจึงสรุปว่าหลู่เซิ้งล้มเลิกและไม่สนใจแล้ว



เกี่ยวกับเรื่องนี้ลุงจ้าวถอนหายใจและไม่พูดอะไร



ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิมอย่างที่เป็นมาในอดีต



การล้มสลายของตระกูลฉีดูเหมือนจะไม่มีอิทธิพลมากนักต่อคนในคฤหาสน์หลู่



คนรุ่นเยาว์ยังคงออกไปหาดื่มกันอย่างต่อเนื่อง ดื่มไวน์ดอกไม้ ฟังเพลง ขี่ม้า เข้าร่วมการแสดงบทกวีและการจัดนิทรรศการดอกไม้ แม้ว่าเมืองจัวเลียนจะไม่ใหญ่แต่ก็ไม่ถือว่าเล็ก มันมีสถานบันเทิงมากมาย



สำหรับคนรุ่นเก่าพวกเขารวมตัวกันและดำเนินการประชุม และไปที่เมืองเพื่อเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่



หลู่เชียนอานหัวหมุนตลอดทั้งเพื่อ เพื่อการติดต่อจัดการกับธุรกิจ



ดูเหมือนว่าทุกคนจะลืมเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมของตระกูลฉีไปแล้ว พวกเขาใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีกครั้ง



ยกเว้นคนสองคน



หนึ่งในนั้นคือหลู่ยี่ยี่หลังจากสูญเสียคู่หมั้นที่รักของเธอไป ใบหน้าของเธอก็อาบน้ำตาอย่างต่อเนื่อง เธอดูซีดเผือกมากขึ้นเรื่อย ๆ



อีกคนคือหลู่เซิ้ง ตอนนี้เขาชอบที่จะเสี่ยงมากขึ้น



เขาไม่ได้ไปสนุกกับตัวเองโดยการฟังเพลงและเต้นรำ แต่ออกไปนอกเมืองหาพื้นที่โล่งๆ ในป่าเล็กๆ ใกล้เคียง



ที่นั่นเขาพยายามฝึกฝนเทคนิคกระบี่เสือดำ




***




ลมสีดำพัดผ่านแนวสันเขาซึ่งตั้งอยู่ตามแนวทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองจัวเลียน



เสียงลมพัดในยามค่ำคืน



หลู่เซิ้งรีบตรงไปในทิศทางนั้น เขาถือกระบี่ยาวที่เขาซื้อมาจากร้านของช่างตีเหล็ก



เขาไม่ได้ตั้งใจจะไปถึง Black Winds Ridge; เขาแค่ต้องการหาโอกาสทดสอบทักษะดาบของเขา



เขาได้รับเทคนิคกระบี่เสือดำผ่านการดัดแปลงซึ่งเขาไม่คิดที่จะเปิดเผย นี่จะเป็นไพ่ตายของเขา



สำหรับคนนอกทุกคนเชื่อว่าเขาเป็นนายน้อยธรรมดาของตระกูลร่ำรวย ที่อ่อนแอเกินกว่าจะฆ่าไก่



ด้วยอคติของพวกเขา เขาสามารถพึ่งพาทักษะนี้เพื่อเปิดฉากการต่อสู้กัยศัตรูของเขา หากเขาพบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย



แน่นอนทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับประโยชน์ที่แท้จริงของเทคนิคกระบี่เสือดำในการต่อสู้



หลู่เซิ้งไม่แน่ใจว่าเทคนิคกระบี่เสือดำนั้นเป็นอย่างไร หรือระดับสูงแค่ไหนจากเมืองจัวเลียน



ในเมืองจัวเลียนไม่มีระฆังเตือนเวลากลางคืน ประตูเมืองจะเปิดตลอดเวลา เขาเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่เรียบง่ายและจากนั้นใช้แป้งเครื่องสำอางค์ของผู้หญิงเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ของเขาเล็กน้อย เขาสวมเสื้อผ้าหนาๆ และก้มศีรษะลงเพื่อปกปิดใบหน้า



ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นเพียงนักท่องเที่ยวที่ไม่มีใครรู้จัก



อาศัยความมืดของเวลากลางคืน หลู่เซิ้งออกจากเมืองสายตาของเขามองออกไปในระยะไกล



ความดุร้ายอันมืดสนิทของภูเขาใหญ่ สัตที่จำศีลซ่อนตัวอยู่ในความเงียบภายใต้แสงจันทร์



หัวใจของเขาเต้นเร็ว



อย่างไรก็ตามเขาต้องซ่อนตัว หากเขาต้องการทดสอบพลังที่แท้จริงของเทคนิคกระบี่เสือดำ



ยืนอยู่หน้าประตูเมือง เขาดึงความกล้าหาญทั้งหมดของเขาและเดินไปในทิศทางของสันเขาสายลมทมิฬ



“ติ้ง, ติ้ง, ติ้ง,…”



เสียงของกองคาราวานที่เดินทางกลับในตอนกลางคืนที่เข้ามาในเมืองผ่านถนนสายหลัก



เสียงระฆังที่แขวนอยู่บนรถดังขึ้นขณะที่มันเหวี่ยงไปมาในสายลม เสียงของพวกมันถูกพัดพาไปไกลในตอนกลางคืน



หลู่เซิ้งออกจากประตูเมืองทางด้านข้าง



ประตูของเมืองจัวเลียนนั้นแปลกมาก ไม่เพียงแต่มันจะเปิดตลอดทั้งคืนแต่ยังมีจำนวนมากอีกเช่นกัน ผนังดูสูงและทนทานแต่ความจริงแล้วมีรอยร้าวมากมายที่อากาศสามารถไหลผ่านไปได้ มันไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับการป้องกันเลย



“วันนี้ก็กลับมาตอนดึกอีกครั้ง?”



“ใช่… มันมืดสนิทในเวลากลางคืน และล้อรถก็มาเสียหายขณะวิ่งกลับ มันช่างโชคร้ายจริงๆ!”



ผู้นำของกองคาราวานและผู้คุมเมืองพูดคุยกันบนถนนสายหลักที่ประตูเมืองกลาง เสียงการสนทนาของพวกเขาลอยดังออกไป



หลู่เซิ้งยืนอยู่บนถนนสายเล็กๆ หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อเปรียบเทียบกับถนนสายหลักถนนสายนี้แคบกว่ามาก



มีเพียงคบเพลิงสองตัวบนกำแพงเมืองที่ส่องสว่างข้างข้างประตูสีดำ แสงสลัวที่ถูกปล่อนออกมาจากพวกมัน สามารถส่องสว่างได้เพียงครึ่งเมตรหรือทางข้างหน้าเท่านั้น



“นี่คือสมัยโบราณ…” หลู่เซิ้งถอนหายใจในใจ



มองออกไปมันเป็นสีดำสนิทในทั้งสามทิศทางข้างหน้า มีเพียงเมืองจัวเลียนที่ด้านหลังเท่านั้นที่ให้แสงสว่าง



“ไม่มีไฟฉายหรือไฟตามถนน ถิ่นทุรกันดารสมัยโบราณเป็นสวรรค์สำหรับนักล่าในป่า”



เขาลังเลสักพัก แต่ประสบการณ์จากเทคนิคกระบี่เสือดำที่พลุ่งพล่านในร่างของเขาทำให้เขากลัวน้อยลง



นี่เป็นเพราะเทคนิคกระบี่เสือดำได้จัดเตรียมวิธีการจัดการกับสภาพแวดล้อมที่มืดสนิท



หรือมากกว่านั้นเสือดำเองก็เป็นนักล่าที่ยอดเยี่ยมที่สามารถมองเห็นได้ดีในความมืด เทคนิคกระบี่เสือดำสามารถเรียกได้ว่าไวต่อเสียงลมเพื่อกำหนดสภาพแวดล้อมและทำให้ผู้ใช้ไม่กลัวสภาพแวดล้อมดังกล่าว



หลี่เซิ้งรัดเข็มขัดของเขาให้แน่น คว้ากระบี่ยาวแน่นแล้วเดินไปตามถนนแคบๆ ไปทางสันเขาสายลมทมิฬอย่างเร่งรีบ



ประมาณหนึ่งร้อยเมตรไปตามถนนแคบ เขาดึงหินเหล็กไฟสองอันออกมาจากกระเป๋าคาดเอวของเขาและจุดลงบนคบเพลิงเล็กๆ ที่เขาเตรียมไว้ก่อนหน้านี้



ด้วยหินไฟที่หัวคบเพลิง เขาใช้ความสามารถทั้งหมดของเขาเพื่อถูมัน



“ป๊อป”



ประกายไฟปรากฏออกมาจากหัวคบเพลิง



ประกายไฟสีแดงปรากฏขึ้นเล็กน้อย แต่กระจายไปทั่วหัวคบเพลิง



ในที่สุดก็มีแสงสว่างในความมืดสนิทนี้



หลู่เซิ้งหันกลับมามอง แสงจากเมืองจัวเลียนนั้นริบหรี่มาก



เขายกคบเพลิงขึ้นและเดินหน้าต่อไปอย่างช้าๆ



‘ตามที่นายนักล่าบอก หมาป่ามักจะเดินเตร่ไปตามถนนสายนี้ในตอนกลางคืน เรามาดูกันว่าโชคของฉันจะดีแค่ไหน ’



เขาไม่กล้าที่จะไปที่สันเขาสายลมทมิฬจริงๆ หลังจากได้รู้ว่ามีโอกาสสูงที่สิ่งต่างๆ เช่น ผี และสัตว์ประหลาดอยู่ในโลกนี้ เขาจึงไม่กล้าที่จะอยู่ห่างจากเมืองมากนัก



ถ้ามันไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าเขาไม่สามารถทดสอบความสามารถที่แท้จริงของทักษะของเขาได้แม้หลังจากคิดถึงวิธีการต่างๆ ในขณะที่อยู่ในเมือง เขาก็คงจะไม่มาที่นี่เพียงลำพังเพื่อลองเสี่ยงโชค



หลังจากเดินหน้าต่อไปได้ระยะหนึ่ง ไม่นานเขาก็สังเกตเห็นรอยเท้าบนพื้นดิน



ดังที่นักล่าเก่าได้กล่าวมา เหล่านี้เป็นเส้นทางของหมาป่า



นอกจากนี้ยังมีอุจจาระสีขาวรูปไข่สองสามก้อน



หลู่เซิ้งหยิบหินขึ้นมาตรวจสอบอุจจาระ มันถูกทำให้แห้งและแข็งโดยลม เมื่อมันแตกออกจากการกระทบก็มีชิ้นส่วนของเล็บอยู่ด้านใน



‘มันควรจะเป็นสถานที่แห่งนี้… อุจจาระก้อนนี้น่าถูกขับถ่ายออกมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตามคำพูดของนักล่า เขาเพิ่งเห็นหมาป่าแก่ๆ ที่นี่เมื่อวานนี้ มันควรจะอยู่ที่ไหนสักแห่งแถวนี้ '



หลู่เซิ้งถือคบเพลิงด้วยมือเดียวในขณะที่อีกข้างดึงกระบี่ยาวจากด้านหลังเอว



กระบี่ยาวเป็นกระบี่ประเภทหนึ่งที่ได้มาจากการรวมกันของอาวุธและเครื่องมือการเกษตร มันด้ามที่ยาวมาก



ด้ามจับและใบมีดของดาบของหลู่เซิ้งนั้นมีความยาวเท่ากัน เมื่อใบมีดถูกถอดออกมันสามารถใช้เป็นเสาสำหรับทำฟาร์มได้ มันค่อนข้างคล้ายกับง้าวขนาดเล็ก



มันใช้กำลังค่อนข้างมากในการควงด้วยมือเดียว เขาวางคบเพลิงไว้ในรอยแตกของหินที่วางอยู่ด้านข้าง



เขาถูกล้อมรอบไปด้วยกองหินที่มีรูปทรงและขนาดแปลกๆ ไม่มีต้นไม้ใดๆ อยู่รอบๆ ดังนั้นเขาจึงไม่กลัวว่าจะมีอะไรที่จะติดไฟ



หลู่เซิ้งวางคบเพลิงไว้ระหว่างซอกหินและดึงถุงกระดาษออกมาอย่างระมัดระวังจากกระเป๋าเอวของเขา ข้างในนั้นมีแผ่นเนื้อหมูสดที่เขาตัดไว้เมื่อบ่ายนี้



เขาค่อยๆ คลี่กระดาษไขแล้ววางลงบนพื้น



ยังมีร่องรอยของเลือดบนแผ่นเนื้อ ในไม่ช้าก็มีกลิ่นเลือดปนเปื้อนอยู่ในอากาศกระจายไปทั่วบริเวณ



หลู่เซิ้งยกกระบี่ของเขาขึ้นและซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ ก้อนหินโค้งก้อนใหญ่



ลมค่อนข้างเย็น



หลู่เซิ้งเอียงตัวอยู่ติดกับหินสีขาวที่สูงกว่าขนาดของคนเล็กน้อยและจ้องไปในทิศทางของแผ่นเนื้อ



เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ



“วู้ววว...”



ในไม่ช้าเสียงหอนเบาๆ ดังมากับสายลม ทำให้นึกถึงเสียงคร่ำครวญของสัตว์บางชนิด



“วูป!”



ทันใดนั้นเงาดำก็พุ่งออกมาจากด้านข้าง แสงจากคบเพลิงสะท้อนเข้ามา เผยให้เห็นดวงตาสีเขียวชอุ่มคู่หนึ่ง



เงาดำเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง สักพักมันก็พุ่งไปที่แผ่นเนื้อคาบเนื้อไว้ในปาก ก่อนหนีไป



หลู่เซิ้งดีใจและกำลังจะเคลื่อนไหว



ทันใดนั้นหลังของเขาก็เกร็งเหมือนมีลมหนาวพัดผ่าน



ตาของหลู่เซิ้งเบิกกว้าง ยกกระบี่ยาว เขาหันหลังกลับแล้วเหวี่ยงมัน







ติดตามผลงานผมได้ที่ เพจฝึกหัดแปลนิยาย มีกลุ่มลับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

WoD ตอนที่ 25 ตอนกลางคืน (1)

WoD ตอนที่ 21 ออกเดินทาง (3)

WoD ตอนที่ 20 ออกเดินทาง (2)