WoD ตอนที่ 10 ด้วนมู่วาน (2)
WoD ตอนที่ 10 ด้วนมู่วาน (2)
กริชตรงไปที่หน้าอกของหลู่เซิ้ง ตัดเสื้อตรงจุดหน้าอกของเขา
ใบหน้าที่สวมหน้ากากของหลู่เซิ้ง จ้องกลับมาที่เขาอย่างเฉยชาราวกับว่าเขาตกใจทำอะไรไม่ถูก
รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฎที่มุมปากของจางจุ้นตง
“อย่าโทษฉัน มันเป็นเพราะตัวแกไปยั่วยุคนที่ไม่ควรยั่วยุ!”
ปลายกริชตัดผ่านเสื้อของหลู่เซิ้งและกำลังจะโดนตัวของเขา
"เป้ง!!!"
ในขณะนั้นเองหลู่เซิ้งหันไปมอง ถอยไปข้างหลัง จากดึงกระบี่ด้ามยาวที่ดูเหมือนงูสีดำออกมาจากด้านหลังเอวของเขา
กระบี่พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนพุ่งเข้าใส่กริชในมือของจางจุ้นตงอย่างไร้ความปราณี กริชของจางจุ้นตงถูกขัดจังหวะและทำให้พลังส่วนใหญ่ของมันหายไป มันไม่สามารถตามความเร็วการตอบโต้ของเขาได้
กริชกระเด็นขึ้นไปในอากาศจากการโจมตีเดียว
กระบี่ของหลู่เซิ้ง เล็งไปที่หัวจางจุ้นตงทันทีด้วยเสือพิฆาต
“เวร!”
ดวงตาของจางจุ้นตงจ้องเขม็ง เมื่อได้ยินเสียงคำรามของเสือดังแว่วเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว
ขนของเขาลุกไปทั้งตัว เขาไม่จินตนาการมาก่อนเลยว่านายน้อยจากตระกูลร่ำรวยผู้นี้ซึ่งได้รับการคุ้มครองโดยการ์ดสามคนจะระเบิดพลังอันน่าหวาดกลัวอย่างรุนแรงเช่นนี้ได้ในทันที!
‘เป็นปฏิกิริยาที่รวดเร็วอะไรเช่นนี้! ไม่ดีแน่!'
เขาไม่มีเวลาคิดอะไร เขาทรงตัวลงมาบนพื้นไถลถอยหลังไปประมาณเจ็ดถึงแปดก้าวก่อนที่จะหันหลังพยายามหลบหนี
“ฉึก!”
ปลายของกระบี่ด้ามยาวแทงทะลุหน้าอกของเขา
เลือดค่อยๆ ไหลออกจากบาดแผล
“ฉึก!”
หลู่เซิ้งเดินไปดึงกระบี่ออกจากร่างกายของร่างดำ ก่อนเช็ดทำความสะอาดด้วยเสื้อผ้าของศพ
“ส่งฉันกลับ”
อย่างใจเย็น เขาขึ้นรถม้าแล้วปิดม่านทิ้งให้การ์ดสามคนและสองคนเฝ้าประตูไว้ในที่เกิดเหตุ
ทั้งห้าคนและคนขับรถม้ามองไปที่ศพอย่างไม่พูดอะไร
การ์ดทั้งสามเงียบเป็นพิเศษ ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือกขณะพวกเขาขึ้นไปนั่งบนรถม้าอย่างเงียบๆ
"ไป!"
คนขับสะบัดแส้และรถม้าก็เริ่มเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ได้ยินเพียงเสียงของล้อรถที่หมุนอยู่ภายในการวิ่งของม้า
การ์ดทั้งสามนั่งหันหน้าไปทางหลู่เซิ้งสักพัก อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่สามารถทนกับความเงียบได้ ทีละคนๆ พวกเขาค่อยๆ ทยอยออกมาจากรถม้า เพื่อไปเดินอยู่ข้างๆ
ในไม่ช้าหลู่เซิ้งก็ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังในรถ
เขานั่งตัวตรงบนเบาะผ้าทรงกลม ใบหน้าของเขาไม่แสดงออกใดๆ เขาหลับตาลงเล็กน้อยราวกับกำลังงีบหลับ
อย่างไรก็ตามมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ถึงความสับสนวุ่นวายในใจของเขา
'ฉันฆ่าคน ... '
เขาฆ่าคน…!
ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตที่ผ่านมาหรือในปัจจุบันเขาไม่เคยทำร้ายใครมาก่อนเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาก่อนหน้าเขาตอบสนองโดยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะหนีไปเขาก็ตัดสินใจยกกระบี่และแทงไปข้างหน้าอย่างเด็ดขาด
ด้วยการตอบสนองของกล้ามเนื้อที่เหลือเชื่อหลังจากการดัดแปลง กระบี่พุ่งไปอย่างราบรื่นและลงมือต่อด้วยท่าที่สอง พลังเสือ แทงทะลุหัวใจของฝ่ายตรงข้ามจากด้านหลังอย่างแม่นยำ
หลังจากนั้นคู่ต่อสู้ของเขาก็ตาย
ฉากก่อนหน้านี้แสดงซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องในใจหลู่เซิ้ง ชายคนนั้นไม่ได้ล้อเล่น มันต้องการให้เขาตายจริงๆ
เมื่อเขารู้สึกว่าถูกคุกคาม โดยสัญชาตญาณ เขาตอบโต้การคุกคามด้วยพลังและกำจัดมัน
และในที่สุดมันก็ถูกกำจัดไปอย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตามเขาได้เปิดเผยศิลปะการต่อสู้ของเขา
และแม้กระทั่งฆ่าคน....
‘สิ่งที่ดีคือ การเคลื่อนไหวของเทคนิดกระบี่เสือดำนั้นมีเอกลักษณ์และโดดเด่น ด้วยการสอบสวนจากสิ่งที่มีเพียงเล็กหน่อยพวกเขาจะสามารถติดตามกลับไปที่ลุงจ้าวได้อย่างแน่นอน ถึงนี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ในอนาคตฉันต้องระวัง… '
รถม้าเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ออกจากหมู่บ้าน
“เสียงกระดิ่ง”
โดยไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด แต่เสียงที่ชัดเจนและกังวานของกระดิ่งค่อยๆ ดังขึ้น ล่องลอยมาตามสายลมจากที่ไหนสักแห่งในความมืดสนิทภายนอก
คนขับรถม้ามองออกไปด้านหลังและเห็นรถม้าสีขาววิ่งอย่างรวดเร็วมาจากด้านหลัง ดูราวกับพวกเขากำลังรีบไปยังเมืองจั่วเหลียน
ยามทั้งสามเองก็เห็นรถม้าสีขาวด้านหลัง
ม้าสีขาวบริสุทธิ์สองตัวลากรถม้าสีขาวที่ออกแบบอย่างประณีตแกะสลักลวดลายดอกไม้สีเงินที่สวยงามมากมาย พร้อมกลิ่นหอมจางๆ ที่เล็ดลอดออกมาจากรถม้าและล่องลอยมาตามสายลม
พวกเขาทั้งสามมองหน้ากันโดยสัญชาตญาณ ก่อนหน้านี้พวกเขาล้มเหลวในการปกป้องแขกที่ทรงเกียรติและเกือบปล่อยให้เขาประสบกับอุบัติเหตุ หากพวกเขาล้มเหลวอีกครั้งตระกูลเจิ้งจะไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปอย่างแน่นอน
ข้อมือของพวกเขาไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนักจากก่อนหน้านี้ หลังจากใช้ยารักษาไปได้พักสักพักพวกเขาก็สามารถออกแรงได้ราวๆ เจ็ดสิบหรือแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของความแข็งแรงทั้งหมด
ทั้งสามเป็นทหารผ่านศึกที่เคยเข้าร่วมกองทัพ ถ้าพวกเขาก่อตัวเป็นรูปแบบขนาดเล็ก พวกเขาสามารถเอาชนะคนธรรมดาเจ็ดแปดคนได้โดยไม่มีปัญหา
ไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับรถม้าสีขาวนอกจากที่หรูหราเกินไป ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
อย่างไรก็ตามสิ่งที่พวกเขาไม่แน่ใจก็คือตะเกียงนำทางของรถม้านั้นไม่ได้ส่องสว่าง!
ในถิ่นทุรกันดารนอกเมืองและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนที่มืดมิดและไม่มีแสงจันทร์ส่องทาง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินหน้าต่อไปในความมืดมิดหากไม่มีแสงจากตะเกียงแม้แต่อยู่บนถนน
แต่รถม้าคันนี้กำลังเดินทางด้วยความเร็วสูง เร็วกว่ารถม้าที่มีแสงส่อง!
“มีบางอย่างผิดปกติ” หนึ่งในสามพูดด้วยน้ำเสียงต่ำ
หลู่เซิ้งดึงม่านของเขาออกแล้วมองไปทางด้านหลังและเห็นรถม้าสีขาววิ่งเข้ามาในตอนกลางคืน ชายที่มีสีหน้าอ่อนโยนและหล่อเหลากำลังคุมรถม้า เห็นได้ชัดว่ามันเป็นชายก่อนหน้านี้จากในการประชุมใต้ดิน ชายที่ดูอ่อนโยนที่คอยปกป้องผู้หญิงข้างๆ เขา
รถม้าสีขาวที่กำลังเร่งมาเรื่อยๆ อย่างไม่หยุด ในไม่ช้ามันก็จะผ่านรถม้าของหลู่เซิ้ง
“อาจิ่วหยุด”
เสียงที่อ่อนหวานและไพเราะของผู้หญิงคนหนึ่งเปล่งออกมาจากภายในตัวรถม้าสีขาว และมันก็ชะลอความเร็วลงทันทีเมื่อตรงข้ามกับรถม้าของหลู่เซิ้ง
ผ้าม่านเปิดขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อเผยให้เห็นใบหน้ายั่วสวาทที่มีเสน่ห์ด้วยคิ้วที่ขมวดเล็กน้อยภายใต้แสงส่องสว่างของตะเกียง
มันเป็นผู้หญิงคนนั้น ด้วนมู่วาน!
หลู่เซิ้งไม่ขยับ เขามองไปที่อีกฝ่าย
“คุณชายถนนสายนี้มืดมากในเวลากลางคืน ฉันจะขอยืมตะเกียงสักอันของท่านเพื่อมาส่องสว่างได้หรือไม่? เพื่อที่เราจะได้เฝ้าระวังให้กันและกัน?”
ด้วนมู่วานมองหลู่เซิ้งและยิ้มให้เขา
“… ไม่มีปัญหา คุณหญิงด้วนมู่”
หลู่เซิ้งตอบอย่างสงบ จากนั้นก็ลดม่านของเขา
“คุณชาย เอ่อ..ด้วยความทราบซึ้งผู้น้อยของความช่วยเหลืออีกสักอย่างได้หรือไม่” ด้วนมู่วานพูดขึ้นอีกครั้งโดยไม่รอให้เขาถอยกลับไปที่รถของเขา “ฉันทำกาน้ำชาในรถของฉันหล่นทำให้เก้าอี้ เบาะและทุกอย่างที่นี่เปียก ดังนั้นได้โปรด…”
ดวงตาของหลู่เซิ้งแคบลงและระวังตัวมากขึ้น
ด้วนมู่วานดูค่อนข้างน่าสงสัย ‘เธอบอกว่าในรถของเธอเปียก แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆ แล้วเจออะไร’
ในลักษณะเช่นนี้ อีกฝ่ายพบกับพวกเขาในที่มืดในตอนกลางคืนก็สงสัยมากอยู่แล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นการวางแผนเพื่อที่จะพูดคุย แม้ว่าเขาจะปฏิเสธแต่ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักประกันว่าด้วนมู่วานจะปล่อยเขาไป
“ถ้าคุณผู้หญิงไม่รังเกียจรถม้าโทรมๆ ของฉัน เชิญเข้ามานั่งได้ตามสบาย” ปัจจุบันเขาได้เชี่ยวชาญรูปแบบเทคนิดกระบี่เสือดำอย่างเต็มและได้ลองจากการต่อสู้จริงสุดพิเศษในสองครั้งที่ผ่านมา เขาเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองทีละน้อย
เขามีความมั่นใจว่ากำไพ่ที่เหนือกว่า ในการต่อสู้กับผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ใดๆ โดยเฉลี่ย หรือแม้กระทั่งลุงจ้าวผู้เชี่ยวชาญชั้นแนวหน้าในเมืองจั่วเหลียน แม้ว่าเขาจะขาดประสบการณ์การต่อสู้ไปมาก แต่ระดับสี่ของเทคนิดกระบี่เสือดำ ดูเหมือนจะทำให้เขามีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าแม้กระทั่งตัวลุงจ้าวเอง
ให้เวลาสั้นๆ และในพื้นที่ขนาดเล็ก มันยากที่จะพูดว่าเขาหรือลุงจ้าวที่เหนือกว่า
ดังนั้นแม้ว่าด้วนมู่วานจะมีทักษะที่น่าทึ่ง แต่เขาเชื่อว่าเขามีวิธีการป้องกันตัวเอง
“ขอบคุณมาก คุณชาย”
ภายใต้แสงไฟที่พลิ้วไหวของตะเกียง หลู่เซิ้งสั่งให้คนขับรถม้าหยุด รถม้าสีขาวก็หยุดตาม
ประตูเปิดออก เผยให้เห็นด้วนมู่วานที่ยังสวมกระโปรงสั้นสีดำของเธอตัวก่อนหน้าเข้ามาเดินอย่างช้าๆ
เธอเงยหน้าขึ้นและยิ้มให้กับหลู่เซิ้งซึ่งกำลังเปิดประตูรับเธอ ผิวที่สวย ริมฝีปากสีแดงเข้มดังเชอร์รี่ และลิ้นสีชมพูที่ดูบอบบางของเธอค่อยๆ เลียไปทั่วริมฝีปากของเธอ ทำให้หัวใจของการ์ดโดยรอบและคนขับรถม้าเต้นรัว
เธอค่อยๆ ก้าวขึ้นรถม้าชองหลู่เซิ้ง
ในช่วงเวลาที่เธอก้าวขึ้นชุดสีดำของเธอเปิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อเผยให้เห็นขาขาวที่เรียวยาวและที่ดูละมุน
พื้นที่ใต้กระโปรงของเธอเผยออกมาแวบหนึ่ง หลู่เซิ้งมองเห็นเพียงเล็กน้อยไม่ได้มากอะไร
“ว้าย”
ทันใดนั้นร่างของด้วนมู่วานเอียงไปด้านหลังเนื่องจากเท้าของเธอพลิก เธอล้มตัวไปที่หลูเซิ้ง
“ระวัง” หลู่เซิ้งเอื้อมมือออกไปรับเธอ
อย่างไรก็ตามหัวใจของเขาเต้นรัวขึ้นและระมัดระวังยิ่งขึ้น เขาหัวเราะอย่างใจเย็นในขณะที่เขานึกถึงสิ่ง "บังเอิญ" ที่มักจะถูกแสดงในละครโรแมนติกบนโลก
ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ปล่อยเธอ แต่เขาเพียงตอบสนองตามสามัญสำนึก
ด้วนมู่วานโน้มตัวลงเบาๆ ในอ้อมแขนของเขา หน้าอกของเธอถูกับแขนของหลู่เซิ้งโดยไม่ตั้งใจ
ทันใดนั้นใบหน้าของด้วนมู่วานก็เปลี่ยนเป็นสีแดง เธอก้มศีรษะลงและจ้องมองตัวเองราวกับว่าถูกไฟฟ้าช็อต
หัวใจของหลู่เซิ้งกระสับกระส่ายและเขาก็จับเธอไว้แน่นยิ่งขึ้น
“ ขอบคุณมากคุณชาย…” ด้วนมู่วานพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ยินดี เชิญนั่ง” หลู่เซิ้งพยุงให้เธอนั่งลงด้านข้าง
ภายในห้องโดยสารของรถม้าขนาดใหญ่นั้นมีสองแถว สี่ที่นั่งตรงข้ามกัน หลู่เซิ้งนั่งตรงข้ามด้วนมู่วาน
รถม้าเริ่มเคลื่อนที่ช้าๆ
ด้วนมู่วานนั่งพร้อมกับใบหน้าแดงๆ เธอนิ่งชิดเข่าเอียงไปทางซ้ายทำให้สามเหลี่ยมปิดสนิทไม่มีช่องว่างใดๆ จากมุมมองของหลู่เซิ้งที่อยู่ตรงข้ามกับเธอ เขามองเห็นเงาสีดำในช่องว่างระหว่างกระโปรงและต้นขาของเธอ ถ้าหลู่เซิ้งต้องการ เขาสามารถมองตามเข้าไปในเงาและมองดูสิ่งที่อยู่ใต้กระโปรงของเธอได้อย่างเต็มที่
เพราะในนี่มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นด้วนมู่วานก็ลดศีรษะลงด้วยความอาย ไม่สามารถมองเห็นเขาได้
“ปัก”
ทันใดนั้นรถม้าดูเหมือนจะเหยียบบางอย่างและกระโดดขึ้นเล็กน้อย
ขาของด้วนมู่วานสั่นเล็กน้อยจากแรงกระแทกเผยให้ร่องที่กว้างขึ้น
ในตอนนี้มุมเล็กๆ ใต้กระโปรงของเธอถูกเปิดเผยต่อสายตาของหลู่เซิ้ง เขาจ้องมองไปที่จุดๆ นั้นและเห็นสีขาวอ่อนๆ
“คุณชาย ท่านมุ่งหน้าไปยังเมืองจั่วเหลียนใช่หรือไม่”
ด้วนมู่วานดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นว่าเธอได้เปิดเผยบางสิ่งของตัวเอง ขณะที่เธอถามอย่างอ่อนโยน
“ใช่แล้ว คุณกำลังมุ่งหน้าไปที่นั่นด้วยงั้นเหรอ?” หลู่เซิ้งถามคำถามอย่างไม่คิดอะไร
“เอ่อ.. ความจริงแล้ววานเอ๋อกำลังพักอยู่ที่โรงแรมเล็กๆ ชื่อว่านฟู (หมื่นอวยพร) ในเมือง ฉันได้ยินมาว่ามีการประชุมใต้ดิน… ดังนั้นพร้อมกับผู้คุ้มกันส่วนตัวของฉัน เราจึงมาที่นี่เพื่อดู แต่ใครจะไปคิดละว่าทุกคนจะสวมหน้ากาก! น่าเบื่อ มันไม่ดีเลย” ด้วนมู่วานไม่พอใจ
“การที่คุณวานเอ๋อและผู้คุ้มกันส่วนตัวเดินทางด้วยตัวเองมาระยะทางไกลเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องมีทักษะและความกล้าหาญอย่างยิ่ง!” หลู่เซิ้งกล่าวอย่างใจเย็น
“ทักษะอะไร เป็นเพราะเราได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มพ่อค้า เราจึงสามารถมาถึงที่เมืองจั่วเหลียนได้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นวานเอ๋อและผู้คุ้มกันคงเสียชีวิตจากความหิวหรือไม่ก็ความหนาวเหน็บในดินแดนห่างไกลระหว่างการเดินทางแล้ว” วานเอ๋ออธิบาย
“เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว คุณชายท่านก็แข็งแกร่งเช่นกัน ไม่ว่าในแง่ของความกล้าหาญหรือศิลปะการต่อสู้” ด้วนมู่วานยิ้มเล็กๆ
“อย่างนั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นหลู่เซิ้งก็รู้ได้ทันทีว่าเธอเห็นว่าเขาต่อสู้
“ในการประชุมใต้ดิน วานเอ๋อเห็นคุณชายจะสนใจตำราลับกำลังภายในอย่างมาก?” ด้วนมู่วานถามอีกครั้ง
ติดตามผลงานผมได้ที่ เพจฝึกหัดแปลนิยาย มีกลุ่มลับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น