WoD ตอนที่ 1 เส้นทางแห่งเต๋าที่ไร้ความเมตตา


WoD ตอนที่ 1 เส้นทางแห่งเต๋าที่ไร้ความเมตตา




ลมหนาวพัดประดุจใบมีด หิมะลอยล่องในอากาศ



หลู่เชิ้ง (路胜) เปิดตาและพบว่าตัวเองนั่งอยู่ในรถม้าสีเหลืองหม่นซึ่งสั่นสะเทือนเล็กน้อย เขาได้ยินเสียงเด็กสาวคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและอ่อนโยนข้างเขา



ด้านนอกรถม้าเป็นมีคนจำนวนมาก



มันเต็มไปด้วยความวุ่นวายและความไม่สงบ คนขายเร่พยายามตะโกนขายสินค้าแข่งกันและคนอื่นๆ ก็ร้องวุ่นวาย พร้อมเสียงหัวเราะของเด็กๆ



หลู่เชิ้งถอนหายใจ



เขารู้ว่าเขาไม่สามารถย้อนกลับไปอีกแล้ว เขาเคยเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในองค์กรรัฐ อย่างไรก็ตามเมื่อเขาเมาและเขาตื่นขึ้นจากอาการมึนงง เขาก็พบว่าตัวเองอยู่มาในโลกนี้



ห้าวันหลังจากนั้น



เขาสูดกลิ่นไอของไวน์ที่ผสมกลิ่นหอมของพายและผลไม้ทอด



“โอ้… กุ้ยฮัว ไวน์ขาวกุ้ยฮัวมีกลิ่นหอมมากขึ้นเรื่อยๆแล้วสิ” เด็กสาวรับใช้ส่วนตัวในรถม้า “เฉียวน้อย” พูดด้วยเสียงเล็กๆ



เฉียวน้อยอายุ 12 ปี แต่ด้วยลักษณะทางธรรมชาติของเธอและรูปร่างที่เพรียวบางเธอดูไม่ต่างจากไปเด็ก 10 ขวบ



ใบหน้าเล็กๆ กลมๆ ของเธอมีความแดงแบบธรรมชาติ เธอสวมกระโปรงผ้าฝ้ายสีเขียวขนาดเล็กและตอนนี้มือของเธอถูที่รัดผม เธอกำลังเตรียมผูกผมของหลู่เชิ้ง เมื่อพวกเขากำลังจะลงมา



เชือกรัดผมชนิดนี้ทำจากเปลือกไม้ที่มีราคาแพงของต้นยางพันธุ์หนึ่งซึ่งมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับมันคือมันแข็งเมื่ออากาศเย็นและจำเป็นต้องได้รับความร้อน และมันอ่อนเมื่อถูกถูด้วยมือที่อบอุ่น



หลู่เชิ้งหัวเราะอย่างเงียบๆ ในขณะเดียวกันการเดินทางก็หยุดลงอย่างรวดเร็ว



เขารูดม่านรถและลงจากรถ ลงไปที่ถนนสีขาวเทาที่ปูด้วยกระเบื้อง ซึ่งแต่ละอันมีขนาดใหญ่เท่ากับอ่างล้างหน้า



บนถนนรถม้าและม้าที่ขี่โดยคนเดินทางไปมา คนขายเร่พูดคุยกับหญิงสาวที่ออกไปเดินเล่นและภรรยาของเขาก็ปรากฏตัวออกมา และปรากฏเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา พวกเขาหัวเราะเสียงดังอย่างไม่หยุดหย่อนบนถนน



หลู่เชิ้งเงยหน้าขึ้นและเห็นโรงกลั่นสุราอยู่ข้างหน้า บนป้ายสี่เหลี่ยมสีขาวมีคำสามคำ โรงกลั่นสุรากุ้ยฮัว



“นายน้อยหลู่ ท่านมาแล้ว! โปรดเข้ามา! ห้อง A ถูกจองไว้สำหรับท่านแล้ว!” คนรับใช้คนหนึ่งต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม



หลู่เชิ้งพยักหน้า จากมือของเฉียวน้อย เขารับพัดกระดาษสีขาวขอบเงินและส่ายมันเหมือนนายน้อยหนุ่มเจ้าสำราญรูปทิวทัศน์ภูเขาและแม่น้ำถูกวาดเป็ยลายของพัดและมีการเขียนบทกวีไว้ เห็นได้ชัดว่าเป็นงานฝีมือของนักเขียนที่ยอดเยี่ยม



เขาตามคนใช้เข้าไปในโรงกลั่นสุราที่คุ้นเคย



มันถูกแบ่งออกเป็นสองชั้น ห้องโถงในชั้นแรกนั้นเต็มไปด้วยคนจำนวนมากที่กำลังฟังเพลงอยู่



หญิงสาวที่แต่งกายด้วยชุดสีเขียวยืนอยู่ตรงกลางของพื้นที่ว่างเปล่า ด้วยเสียงที่ชัดเจนของเธอ เธอร้องรำไปอย่างสวยงามและไพเราะ ข้างๆ เธอหญิงวัยกลางคนกำลังเล่นพิณ



เพลงที่กำลังแสดงนั้นชื่อว่า สามประสาน เรื่องราวความรักอันน่าเศร้าเกี่ยวกับนายพลในภารกิจและหญิงสาวจิ้งจอกในถิ่นทุรกันดารแถวภูเขา



แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันมีแต่พวกกระดกสุราอย่างไม่สนใจ มีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการศึกษาในหมู่พวกเขาและแทบจะไม่มีใครเข้าใจบทเพลง ส่วนที่เหลือก็ปฏิบัติต่อหญิงสาวทั้งสองดั่งอากาศบาง



ผู้ที่ให้ทิปก็ยิ่งน้อยลงไปอีก



หลู่เชิ้งหยุดชั่วคราว เมื่อเห็นว่ามันมีชีวิตชีวา เขาจึงนั่งลงบนที่นั่งว่างในชั้นแรก



“ใครเลือก สามประสาน” เขาถามคนใช้อ



เขามีสถานะที่ไม่ธรรมดาที่นี่ในโรงกลั่นสุรากุ้ยฮัว หากเทียบที่นี่เป็นสถานที่ที่ให้ความบันเทิงบนโลก เขาจะเป็นถึงแขก VIPชั้นเลิศ ผู้อุปถัมภ์ที่ใช้จ่ายอย่างน้อยปีละห้าหลัก



ในเมืองเล็กๆ ทางเหนือเช่น เมืองจัวเลียน การใช้จ่ายเช่นนี้เพียงพอที่จะทำให้ลูกค้าเป็น VIP ชั้นยอด



“มันคือนายน้อยโจว หรือโจวกง” คนรับใช้ตอบเบาๆ



โดยไม่ตั้งใจที่จะทำให้สิ่งต่างๆ เป็นเรื่องยาก หลู่เชิ้งไล่เขาด้วยสัญญาณมือ



หลังจากดึงเฉียวน้อยให้นั่งลงบนที่นั่ง สายตาของเขาก็กวาดมองฝูงชนในชั้นแรก และอย่างรวดเร็วเขาพบชายหนุ่มร่างผอมซีดและในชุดขาว เขาพัดให้ตัวเองเบาๆด้วยพัดทองที่เขาถือไว้ในมือ



“ฉันพนันได้เลยว่าเขาเล็งเป้าหมายไปยังเด็กสาวที่ร้องเพลง” หลู่เชิ้งส่ายหัว



“นายน้อยก็พึ่งเตือนเขาไป เขามันเป็นคนเลวจริงๆ!” เฉียวน้อยบุ้ยปากอย่างโมโห [1]



หลู่เชิ้งยิ้มและไม่พูดอะไร เขาเริ่มฟังเพลงอย่างเงียบๆ



บนโต๊ะไม้สีแดงอย่างรวดเร็วมีอาหารพร้อมไวน์ถูกนำมาเสิร์ฟ หลู่เชิ้งหยิบเนื้อผัดกับผักกาดหอมและเริ่มกิน



เขาดื่มไวน์ขาวกุ้ยฮัวหนึ่งคำดื่มราวกับว่ามันเป็นเครื่องดื่มทั่วไป กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ที่ผสมกันทำให้มันมีรสชาติเหมือนน้ำผลไม้



'อาหารและเสื้อผ้าที่ไม่ต้องกังวล และยังมีสาวรับใช้ที่สวยเพื่อมาอุ่นเตียง... วิถีชีวิตแบบนี้เป็นวิธีเสื่อมโทรมมากเกินไป' บางครั้งหลู่เชิ้งก็คิดอยากใช้ชีวิตที่เหลือของเขาในการใช้ชีวิตแบบนี้ เส้นทางชีวิตก่อนหน้าของเขาคือการกิน ดื่มและขี้เกียจไปเรื่อยๆ



เขากินอาหารอีกคำหนึ่งแล้วดื่มไวน์อีกคำหนึ่ง จากนั้นเขาเปิดปากของเขาเพื่อให้เฉียวน้อยใส่กุ้งน้ำแข็งโปรยเกลือที่เธอเพิ่งปอกเปลือก



กุ้งน้ำแข็งเหล่านั้นเป็นอาหารท้องถิ่นของเมืองทางเหนือที่เต็มไปด้วยหิมะ เพียงแค่ไปตักอย่างไม่ต้องทำอะไรมากในหลุมน้ำแข็งหนา ก็จะปรากฏกุ้งโปร่งใสจำนวนมาก



นั่นคือกุ้งน้ำแข็ง



พวกมันมีความยาวครึ่งหนึ่งของกุ้งปกติ แต่เป็นอาหารอันโอชะเมื่อสดใหม่ สัตว์ที่ละลายทันทีในปากให้ความเพลิดเพลินกับการกินที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้



แน่นอนว่ามันแพงมาก



มันถูกพิจารณาแล้วเป็นของฟุ่มเฟือย สำหรับคนทั่วไปมักกินมันเดือนละครั้ง ใครจะสนุกกับมันในทุกมื้อได้เหมือนกับเขา



หลู่เชิ้งสนุกกับอาหารรสเลิศและไวน์ตรงหน้าเขา ในขณะที่ฟังเพลงที่กำลังบรรเลง แต่ใจของเขากับอยู่ที่อื่น



เขามาถึงโลกที่เป็นเหมือนจีนโบราณนี้มาหลายวันแล้ว กระนั้นจากการสังเกตของเขาโลกนี้เต็มไปด้วยเหตุการณ์แปลกๆ มากมาย



ในขั้นต้นเขาคิดว่าเขาได้ย้อนกลับไปในสมัยโบราณ แต่ต่อมาเขาพบว่าเป็นอย่างอื่น



ประเพณี นิสัย สภาพอากาศและภูมิอากาศที่นี่ล้วนแตกต่างอย่างมากไม่ว่าจะจากช่วงเวลาของราชวงศ์ไหนๆ หรือในสถานที่ใดๆ ที่เขารู้



ขณะที่เขากำลังคิดสิ่งเหล่านี้ ประตูหลักของโรงกลั่นก็เปิดออกอีกครั้ง



กลุ่มชายที่มีแต่งกล้ามเนื้อแต่งตัวด้วยเสื้อคลุมสั้นๆ เดินเข้าไปหาโต๊ะใกล้มุมแล้วนั่งลงทันที



ผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อเหล่านี้ไม่ใช่คนท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัดเจน การแต่งกายของพวกเขาชี้ให้เห็นว่าพวกเขาดูเหมือนมาจากที่ราบภาคกลาง ไม่ว่าเสื้อผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มของพวกเขาก็ไม่ได้หยาบกร้านเหมือนของชาวเหนือ



"เห้อ…"



ผู้นำในหมู่พวกเขาเป็นคนหัวล้านที่มีต่างหูสัมฤทธิ์และมีหน้าตาดุร้าย แต่เขากับถอนหายใจ



“แต่ละวันนั้นแย่ลงเรื่อยๆ ”



“ไม่ต้องกังวลพี่ใหญ่ หากเราไม่สามารถผ่านหมู่บ้านลีไปได้ เราก็จะใช้เส้นทางที่สอง การไปรอบๆ หมู่บ้านจางก็ทำงานได้เช่นกัน” ชายอีกคนพูดด้วยสีหน้าขมวด



"แกจะรู้อะไร? ข้าจะบอกพวกเจ้าให้เข้าใจชัดเจนผ่านเส้นทางนั้น พวกเขาก็ไม่ได้ดูดีไปกว่าคนที่หมู่บ้านลี... ก็มีคนตายมากมายเช่นกัน” ใบหน้าที่น่ากลัวพร้อมหัวโล้นๆ นั้นสั่นและเต็มไปด้วยความเศร้าโศก



“เกิดอะไรขึ้นบนโลกนี้? พี่ชายบอกพวกข้าบ้างเถอะ ให้พวกข้าได้รู้สักอย่างสองอย่างบ้างก็ได้” ชายคนหนึ่งคะยั้นคะยอ



ชายกล้ามหัวโล้นถอนหายใจอีกครั้ง “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันรู้เพียงว่าหมู่บ้านชาวประมงบางส่วนจากทะเลสาบซุยหยางได้รับผลกระทบ ดูเหมือนว่าผีน้ำจะมาหลอกหลอนพวกเขา”



“ผีน้ำ! ไม่มีทาง!"



โต๊ะของหลู่เชิ้งอยู่ไม่ไกลจากพวกเขาและเขาสามารถได้ยินการสนทนาของพวกเขาซึ่งพวกเขาไม่ได้พยายามปกปิดอะไร



ในตอนแรกเขาเพียงแค่ฟังเพื่อความสนุก แต่เขาไม่คิดว่าคนเหล่านี้จะเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีจริง



ในชีวิตปัจจุบันของเขา ตระกูลหลู่เป็นหนึ่งในหลายตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองเหนือที่เต็มไปด้วยหิมะแห่งนี้ บอกว่าพวกเขาร่ำรวยมากก็คงจะไม่ชัด



ถ้าอยู่บนโลกพวกเขาเป็นเศรษฐี 100 ล้าน



ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เมื่อเขาออกมาดื่ม เขามักจะได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับปีศาจ วิญญาณ เทพ และผีต่างๆ ในโรงกลั่นสุรา แต่ก็เรื่องซุบซิบเป็นส่วนใหญ่



นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินจากผู้มีประสบการณ์ด้วยตัวเอง ดังนั้นหลู่เชิ้งจึงชูหูและแอบฟังการสนทนาของพวกเขาอย่างตั้งใจ



มันเป็นสิ่งที่ดีที่พวกเขาไม่ได้ซ่อนมันไว้ พวกเขาพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ประหลาดในหมู่บ้านชาวประมง



“ผีน้ำตัวนั้น…ฉันเห็นมันด้วยตาของตัวเอง…มันสูงกว่าสิบฟุตพร้อมใบหน้าสีเขียวและเขี้ยว ปกคลุมไปด้วยสาหร่ายจำนวนมาก โอ้พระเจ้า ถ้าฉัน พี่ใหญ่ของแกวิ่งไม่เร็วพอ พวกแกคงไม่ได้เห็นฉันอีกเลย" ชายหัวโล้นมีอาการสั่นเมื่อเขานึกถึงมัน



“พี่ใหญ่ ผีน้ำเป็นของจริงงั้นหรอ” คนหนึ่งในพวกเขาสงสัย



“คุณแน่ใจหรือว่าคุณไม่ได้แต่งเรื่องนี้ขึ้นมาเอง?” อีกคนหนึ่งเย้ยหยัน



เมื่อได้ยินถึงจุดนี้หลู่เชิ้งก็พบว่ามันตลกเหมือนกัน มันอาจเป็นการโอ้อวดอีกครั้งจากคนที่ไม่รู้ เขาเห็นมาหลายครั้งแล้วในโลกนี้



หลังจากกินข้าวและกระดกไวน์แล้ว เขาก็ให้คนรับนำรายชื่อเพลงของหญิงร้องเพลงและดูอย่างตั้งใจ



สามประสานนั้นไม่เลว แต่ไม่เหมาะกับบรรยากาศ เขาต้องการที่จะเปลี่ยนมันเป็นเพลงที่สนุกสนานกว่า



“ปัง!”



แต่ในขณะนั้นคนหัวโล้นตบโต๊ะด้วยฝ่ามือและใบหน้าของเขาแดง



“แกคิดจริงๆ หรอว่า ฉัน บอสหูคนนี้จะโอ้อวด!? ดูสิว่านี่คืออะไร! นั่นเป็นกระดูกชิ้นหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้โดยผีน้ำ! ฉันแอบหยิบมันขึ้นมาหลังเหตุการณ์นั้น!”



เขาเอาหินสีเขียวคล้ายหยกออกมาจากอกของเขาและวางลงบนโต๊ะ



“นี่ไม่ใช่แค่หยกผสมชิ้นหนึ่งหรือไง” หนึ่งในนั้นเย้ยหยัน



“หยกผสม นี่คือหยกผสม***เอ็งเถอะ!" ใบหน้าของคนหัวโล้นเป็นสีแดงด้วยความโกรธ



“พี่ชายตรงนั้น คุณสามารถแสดงสิ่งนั้นให้ฉันเห็นได้ไหม”



เสียงเบาดังออกมาจากด้านข้าง



หลู่เชิ้งยืนอยู่ข้างโต๊ะพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า สายตาของเขากวาดไปทั่วแผ่นหยกสีเขียวบนโต๊ะ



“สิ่งนี้…คุณกล้าที่จะแตะมันหรอ? สิ่งนี้ถูกทิ้งไว้โดยผีน้ำ” ชายหัวโล้นพูดด้วยความประหลาดใจ



เขาเพียงจะนำมันออกมาแสดงเ็กน้อยและวางแผนที่จะไปทิ้งมันไปในภายหลัง



เพราะมันถูกทิ้งไว้โดยบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มช่มนุษย์ ถ้ามันนำผีน้ำมาให้เขา เขาจะเดือดร้อน



"ไม่เป็นไร ฉันแค่อยากจะดู” หลู่เชิ้งไม่เชื่อเรื่องผีน้ำ เขาเพียวหยกที่ดูท่าจะขายดีชิ้นนั้น มันดูแตกต่างจากหยกทั่วไป



หยกผสมทั่วไปสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าและแผงลอยทุกที่ มันถูกขัดเงาจากหยกเจไดต์และราคาถูก



แต่ด้วยเหตุผลแปลกๆ ครั้งที่เขาเห็นชิ้นส่วนของหยกนี้เขารู้สึกว่ามีบางสิ่งที่แตกต่างจากมัน



บอสหัวโล้นจ้องมองหลู่เชิ้งและเห็นว่าเขามีออร่าที่ไม่ธรรมดา เขาสวมเสื้อผ้าที่สวมใส่เฉพาะคนรวย



เขาสวมเสื้อคลุมสีเขียวและเสื้อคลุมขนสัตว์สุนัขจิ้งจอกสีขาว บนหัวของเขามีหมวกเจ้าหน้าที่หยก และที่เท้าของเขามีรองเท้าสีดำที่มีลวดลายเมฆปักบนด้ายสีเงิน



ราคาของทั้งชุดของเขา อาจเพียงพอในการจ่ายค่าใช้จ่ายสองถึงสามเดือนที่โรงกลั่นสุรากุ้ยฮัว… และอาจเทียนเท่ากับค่าใช้จ่ายประจำปีของครัวเรือนทั่วไป



“เอาล่ะ นายน้อยหนุ่มถ้าคุณต้องการมัน เออ…สัก 1 หรือ 2 เงินก็ได้แล้ว!” ชายกล้ามกล่าวอย่างกล้าหาญกล้าหลังจากลังเล



“ตกลง” หลู่เชิ้งให้เฉียวน้อยนำเงินมาวางบนโต๊ะ



“ตอนนี้ มันเป็นของท่านแล้ว” ชายหัวโล้นหยิบหยกแล้วยัดมันเข้ามือของหลู่เชิ้งอย่างเด็ดขาดพวกเขาสบตากัน ก่อนจะลุกออกจากโต๊ะ



โดยไม่พูดอะไร หลู่เชิ้งเฝ้าดูพวกเขาออกไป เขาถือหยกไว้ในมือและตรวจสอบอย่างละเอียด



"หนึ่งหรือสองเงิน หากนำไปแลกเปลี่ยนในจีนบนโลก เท่ากับการซื้อขาย 1000 หยวน คงมีแค่ในชีวิตนี้เท่านั้นที่ฉันใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อยได้"



เขาส่ายหัว หนึ่งหรือสองเงินนั่นไม่เป็นอะไรเลยสำหรับเขา ตามความทรงจำร่างปัจจุบันของเขาค่าใช้จ่ายเฉลี่ยนรายเดือนของเขา อย่างน้อยหนึ่งร้อย



บางครั้งเขาอาจใช้จ่ายถึง 2000 เงินและอีกมากมาย นั่นเท่ากับล้านในโลก!



เมื่อนึกถึงสิ่งนี้เขาก็บ่นอยู่ในใจเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าของร่างกายนี้เป็น



เขาไม่สนใจการจ้องมองของผู้คนโดยรอบ เขาถือหยกพร้อมเรียกเฉียวน้อยและออกจากโรงกลั่นสุรามุ่งหน้าไปยังรถม้าที่รออยู่ข้างนอก



แต่หลังจากก้าวออกจากโรงกลั่นสุราได้ครึ่งทาง เขาก็หยุดนิ่งและเหมือนมองหยกในฝ่ามือของเขา



กลางฝ่ามือขวาของเขา หยกเริ่มละลาย!



ในเวลาไม่กี่วินาทีจากเดิมก้อนหินแข็งละลายกลายเป็นแอ่งน้ำสีเขียวเข้ม พร้อมเสียงกรีดร้องเล็กน้อย



"ปุก!"



โดยไม่มีการแจ้งเตือนสารที่กระจุกอยู่เกิดระเบิดเป็นควันสีเขียวและค่อยๆ หายไปตรงหน้าหลู่เชิ้ง



เขายืนนิ่งบนพื้นด้วยความตกใจ เขายังเห็นก้อนหยกอยู่บนฝ่ามือแต่สีเขียวภายในนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย



'นั่น…'



เขายืนนิ่งอย่างมึนงงและนึกถึงภาพที่เขาเพิ่งเห็น



"นายน้อย? นายน้อย???” เฉียวน้อยตะโกนเรียกเขาอยู่ข้างๆ



หลู่เชิ้งออกมาจากภวังค์และมองดูหยกในมือของเขาอีกครั้ง ตอนนี้มันไม่มีอะไรมากไปกว่าก้อนหินปูถนนทั่วไป ไม่มีร่องรอยของหยกเหลืออยู่



เขาเหมือนมีความเข้าใจ แต่ก็ยังสงสัยบ้างอย่าง



"ไปกันเถอะ กลับไปที่คฤหาสน์!”



เฉียวน้อยกระพริบตาและใช้เวลาสักครู่เพื่อตอบสนอง “อ่อ ได้คะ...”



ทั้งคู่ขึ้นรถม้า คนขับสะบัดแส้และม้าขนสีดำทั้งสองตัวก็เริ่มขยับอย่างช้าๆ



ในรถม้าหลู่เชิ้งไม่ส่งเสียงอะไร เขาจ้องมองก้อนหินในฝ่ามือของเขาต่อไป เมื่อมาถึงจุดนี้เฉียวน้อยก็ค้นพบการเปลี่ยนแปลงในหิน



'เราถูกโกงอีกครั้ง!' เธอพึมพำในใจ แต่ไม่พูดอะไรออกมา ‘นายน้อย ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว การถูกหลอกครั้งใหญ่ที่สุดที่เขาเคยโดนก็คือขวดไวน์โบราณ มันมีราคากว่าหนึ่งพันเงินและเกือบทำให้นายท่านแทบบ้า มันเป็นเพียไม่กี่เงินในครั้งนี้ บางครั้งมื้ออาหารของนายน้อยต้องจ่ายมากกว่านั้นด้วยซ้ำ'



รถม้ามุ่งหน้าตรงไปยังคฤหาสน์ เมื่อผ่านประตูเมืองหลู่เซิ้งก็ได้ยินเสียงตะโกนจากด้านนอก



“…ฉันได้ยินมาพักหนึ่งแล้วว่าผีน้ำถูกขับไล่! นักบวชเดินทางมาช่วยหมู่บ้านชาวประมงให้พ้นจากอันตราย!”



“ศาลส่งคนมางั้นหรอ”



“ใช่แล้วเมื่อไม่นานมานี้เอง ฉันได้ยินมาว่าแม้แต่ท่านตุลาการแห่งหน่วยหยาเหมินก็เกือบจะเสียชีวิต ดีที่เขาได้พบกับนักบวชที่เดินทางมา ตามข่าวเมื่อนักบวชโจมตีมันเป็นแสงแฟลชสีทองและผีน้ำก็ร้องออกมาอย่างน่าสงสารก่อนที่จะกลายเป็นของเหลวข้นสีเขียว หลังจากนั้นมันก็ระเบิดเป็นควันหนาแล้วกระจายออกไป”



“แสดงว่ามันไม่ได้ถูกโจมตีโดยผู้เชี่ยวชาญของศาลงั้นหรอ”



“แน่นอนว่าไม่!”



หลู่เซิ้งสามารถบอกได้เลยว่าเป็นทหารยามที่กำลังพูดคุยกัน



เขามักจะตั้งใจผ่านประตูทางด้านนี้ของเมืองเสมอ ทหารยามได้รับข่าวสารก่อนเสมอและชอบที่จะคุยโม้เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับข่าวแปลกๆ จากทั่วทั้งภูมิภาค



'ช่างเป็นเรื่องบังเอิญ... ' ใบหน้าของหลู่เซิ้งไม่ได้แสดงท่าทีแปลกๆ อันใด



เมื่อนึกถึงชิ้นส่วนหยกก่อนหน้านี้หัวใจของเขาก็รู้สึกหนักอึ้ง



ในขณะเดียวกันรถม้าค่อยๆ เคลื่อนไปสู่ถนนคุโย่งซึ่งเป็นส่วนที่รุ่งเรืองที่สุดของเมือง







ติดตามผลงานผมได้ที่ เพจฝึกหัดแปลนิยาย มีกลุ่มลับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

WoD ตอนที่ 25 ตอนกลางคืน (1)

WoD ตอนที่ 21 ออกเดินทาง (3)

WoD ตอนที่ 20 ออกเดินทาง (2)